ประพฤติธรรม
ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com
"ผู้ใดมีปกติประพฤติธรรมด้วยกาย วาจา และใจ เทวดาและปวงชน ย่อมสรรเสริญผู้นั้นในโลกนี้ ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสุคติโลกสวรรค์"
ความดีและความชั่วเป็นของเที่ยงธรรม ไม่มีลำเอียง ใครทำดี ย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ธรรมดีย่อมรักษา ผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ไม่ให้เดือดร้อนทุกข์ใจ ดังพุทธภาษิต ที่ว่า "ธรรมย่อมรักษา ผู้มีปกติประพฤติธรรม"
ธรรมในพุทธภาษิตนี้หมายถึง กุศลธรรม กล่าวคือ ธรรมที่เป็นความฉลาด ความดี บุคคลทำแล้วสุขใจ ไม่เดือดร้อน เป็นสุข นอนสบาย คนที่ทำแต่บาปกรรมย่อมอยู่ร้อนทุกข์ ไม่สุขใจ จะประกอบสัมมาอาชีพก็ไม่เจริญ มีแต่คนตำหนิติเตียน ไม่คบค้าสมาคมด้วย เพราะการคบค้าสมาคมกับคนชั่ว พาตัวให้เดือดร้อน
ส่วนคนผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ย่อมมีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศล ไม่คิดเบียดเบียนใคร เพราะจิตใจของเขา เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม มีความเมตตารักใคร่ต่อคนทั่วไป
บุคคลผู้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมและประพฤติธรรม บุคคลผู้ประพฤติธรรมชื่อรักษาตนและคุ้มครองตน ให้พ้นจากภัยพิบัติ ในชาตินี้และชาติหน้าได้โดยแท้
บุคคลผู้ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ธรรมก็ย่อมคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุขเจริญงอกงาม ทั้งทางโลกและทางธรรม บุคคลผู้ประพฤติธรรมก็เหมือนคน อาบน้ำชำระร่างกาย ให้สะอาดปราศจากมลทิน ฉันนั้น
บุคคลผู้เจริญงอกงามในชีวิต ก็เพราะประพฤติธรรม ส่วนคนที่ยากลำบากยากจน ไม่มีคนนับถือก็เพราะไม่ประพฤติธรรม เพราะธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเท่านั้น ให้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ ให้ได้มรรคผลและนิพพาน ตามสมควรแก่ความประพฤติ
การประพฤติธรรมแบ่งออกได้เป็น 3 อย่าง
1.กายสุจริต ไม่ฆ่าสัตว์ ตั้งแต่สัตว์เล็กถึงสัตว์ใหญ่และมนุษย์ ไม่ลักทรัพย์ ทำการคอร์รัปชั่น หลอกลวง ปล้นจี้ ชาวบ้าน ไม่ประพฤติผิดในกาม การคบชู้ นอกใจภรรยา สามี และการข่มขืนทำอนาจาร
2.วจีสุจริต ไม่พูดเท็จ พูดแต่ความจริง ไม่หลอกลวง ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดวาจาส่อเสียด นินทาว่าร้าย ไม่พูดเพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้สารประโยชน์
3.มโนสุจริต ไม่โลภอยากได้ของ ผู้อื่น คือไม่อยากได้ของเขามาเป็น ของเรา ไม่คิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น ไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้ประสบเคราะห์กรรม คิดอยากจะให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ มีความเห็นชอบ มีความเชื่อความเข้าใจในความเป็นจริงความถูกต้อง ตาม หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ว่า ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขแท้
อานิสงส์การประพฤติธรรม เป็น มหากุศล เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้รักษาสัทธรรม เป็นผู้นำพระพุทธศาสนา ให้เจริญ เป็นสุขในโลกนี้และโลกหน้า ไม่ก่อเวรก่อภัยกับใครๆ เป็นผู้ให้อภัย แก่สรรพสัตว์ เป็นผู้ดำเนินตามปฏิปทาของนักปราชญ์ สร้างความเจริญความสุขแก่ตนเองและส่วนรวม เป็นผู้สร้างทางมนุษย์ สวรรค์ พรหม นิพพาน
สมภพ สมภพ สมภพ
วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2558
ทาน from Khaosod
การให้ทาน แบ่งออกเป็น 3 อย่าง ได้แก่
1.การให้วัตถุสิ่งของ หรือทรัพย์สินเงินทองเป็นทาน
2.การให้ธรรมะ ความรู้เป็นทาน
3.การให้อภัยในบุคคลอื่นที่ทำ ไม่ดีกับเรา ไม่พยาบาทมาดร้ายหรือจองเวร
การบำเพ็ญทานให้ได้บุญมาก ต้องพร้อมด้วยองค์ 3 คือ
1.วัตถุบริสุทธิ์ ของที่จะให้ทานต้องเป็นของที่ได้มาด้วยความชอบธรรม ด้วยการทำงานบริสุทธิ์ ไม่ใช่ได้มาด้วยการปล้น การลักขโมย หรือเบียดเบียนใครมา
2.เจตนาบริสุทธิ์ มีเจตนาเพื่อกำจัดความตระหนี่ออกจากใจของตน ทำเพื่อเอาบุญ ไม่ใช่เอาหน้าเอาชื่อเสียง ไม่ใช่เอาความเด่นความดัง จะต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ ในขณะก่อนให้ก็มีใจเลื่อมใสเป็นทุนเดิม เต็มใจที่จะทำบุญนั้น ขณะให้ ก็ตั้งใจให้ด้วยใจที่เบิกบาน หลังให้ก็มีใจแช่มชื่น ไม่นึกเสียดายสิ่งของที่ให้ไปแล้ว
3.บุคคลบริสุทธิ์ คือเลือกให้แก่ผู้รับ ที่เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีความสงบเรียบร้อย ตั้งใจประพฤติธรรม สำหรับผู้ให้ทานคือตัวเราเอง ก็ต้องมีศีลบริสุทธิ์ จึงจะได้ บุญมาก
1.การให้วัตถุสิ่งของ หรือทรัพย์สินเงินทองเป็นทาน
2.การให้ธรรมะ ความรู้เป็นทาน
3.การให้อภัยในบุคคลอื่นที่ทำ ไม่ดีกับเรา ไม่พยาบาทมาดร้ายหรือจองเวร
การบำเพ็ญทานให้ได้บุญมาก ต้องพร้อมด้วยองค์ 3 คือ
1.วัตถุบริสุทธิ์ ของที่จะให้ทานต้องเป็นของที่ได้มาด้วยความชอบธรรม ด้วยการทำงานบริสุทธิ์ ไม่ใช่ได้มาด้วยการปล้น การลักขโมย หรือเบียดเบียนใครมา
2.เจตนาบริสุทธิ์ มีเจตนาเพื่อกำจัดความตระหนี่ออกจากใจของตน ทำเพื่อเอาบุญ ไม่ใช่เอาหน้าเอาชื่อเสียง ไม่ใช่เอาความเด่นความดัง จะต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ ในขณะก่อนให้ก็มีใจเลื่อมใสเป็นทุนเดิม เต็มใจที่จะทำบุญนั้น ขณะให้ ก็ตั้งใจให้ด้วยใจที่เบิกบาน หลังให้ก็มีใจแช่มชื่น ไม่นึกเสียดายสิ่งของที่ให้ไปแล้ว
3.บุคคลบริสุทธิ์ คือเลือกให้แก่ผู้รับ ที่เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีความสงบเรียบร้อย ตั้งใจประพฤติธรรม สำหรับผู้ให้ทานคือตัวเราเอง ก็ต้องมีศีลบริสุทธิ์ จึงจะได้ บุญมาก
วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
การทำหน้าที่ khaosod
การทำหน้าที่
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com
คคล ในโลกนี้ตามปกติเป็นผู้เตรียมตัวมาพร้อมเพื่อทำหน้าที่ ธรรมชาติจึงได้สร้างสรรค์ให้มีอวัยวะมาด้วยอย่างพร้อมเพรียง มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีมือ เท้า มีสมอง เป็นต้น
หน้าที่มี 2 ชนิด คือ หน้าที่เพื่อตน และหน้าที่เพื่อคนอื่น เพราะเหตุที่บุคคลผู้เกิดมาแล้ว จะดำรงชีพให้ยั่งยืนเป็นผาสุกอยู่ได้ไม่ใช่เพราะทำหน้าที่ของตนอย่างเดียว ต้องเกี่ยวข้องด้วยหน้าที่ของผู้อื่น ที่คอยเข้ามาช่วยค้ำจุนอุดหนุนเอาไว้ด้วย จึงจะดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความสุข
หน้าที่ อันจำต้องทำไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของตนหรือของผู้อื่น ย่อมมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง เป็นต้น สำหรับบุคคลผู้มุ่งความเจริญแล้ว การงานที่ใหญ่จะกลายเป็นเล็ก การงานที่มากจะกลายเป็นน้อย เพราะเหตุว่าความมุ่งต่อความเจริญ เป็นคุณธรรมที่จะทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ความสนุกร่าเริง มีกำลังใจแข็งแรงในการงาน
บุคคลผู้นับเนื่องในหมู่ ย่อมจำเป็นที่ต้องช่วยกัน เพราะเป็นการช่วยตัวเองรวมอยู่ด้วย เช่น การช่วยกันสร้างถนนเพื่อความสะดวกในการไปมา สร้างบ่อน้ำเพื่ออาบกินและใช้สอยอย่างอื่น เป็นต้น การสร้างสิ่งเหล่านี้แม้จะมีเจตนาว่าทำเพื่อผู้อื่นก็จริง แต่ตนย่อมมีหุ้นส่วนในการที่จะได้รับประโยชน์ร่วมอยู่ด้วย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
บุคคลผู้มุ่งต่อความเจริญดังกล่าว ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอีกหลายประการคือ ความไม่เกียจคร้าน การพิจารณาหาทางที่จะทำให้หน้าที่อันต้องทำลุล่วงไป อาจทำและอาจจัดได้เพื่อช่วยค้ำจุนให้ความมุ่งต่อความเจริญสำเร็จเป็นที่พึ่ง ได้จริงๆ คุณสมบัติดังกล่าวนี้ถ้าบุคคลจะมีแต่ความมุ่งต่อความเจริญเท่านั้น ไม่มีความขยันหมั่นเพียรในการกระทำ ความมุ่งต่อความเจริญจะกลายเป็นความละเมอเพ้อฝัน ไม่มีทางสำเร็จได้ ต้องอาศัยความไม่เกียจคร้านช่วยค้ำจุน จึงจะมีทางสำเร็จได้ตามจุดมุ่งหมาย
แนวทางในการปฏิบัติหน้าที่มีหลักใหญ่ๆ ที่ควรจะได้พิเคราะห์อยู่ 3 ประการ คือ
1.ทำหน้าที่โดยรู้ทางเสียหรือทางเสื่อม
2.ทำหน้าที่โดยรู้ทางได้หรือทางเจริญ
3.ทำหน้าที่โดยรู้ทั้งทางเสียทั้งทางได้
บุคคล ผู้ทำหน้าที่โดยยึดหลัก 3 ประการนี้เป็นแนวทาง ชื่อว่าเป็นผู้อาจทำ อาจจัดได้โดยสมบูรณ์ มีแต่ทางได้ไม่มีทางเสีย หรือหากจะเสียก็น้อยกว่าได้ เพราะเป็นการเสียเพื่อการได้มา และมีแต่ทางเจริญ ไม่มีทางเสื่อม
ผล แห่งการปฏิบัติชอบเช่นนั้น ย่อมจะเป็นเหตุให้เป็นที่รักเคารพนับถือ เป็นที่เอ็นดูกรุณาของผู้อื่น และย่อมจะได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูล ตลอดถึงการแนะนำพร่ำสอนด้วยน้ำใจอันงามจากผู้อื่น
มิตรภาพระหว่างกัน ย่อมจะมีขึ้นอย่างแนบแน่นสนิทสนม ปราศจากความระแวงใจในกันและกัน
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com
คคล ในโลกนี้ตามปกติเป็นผู้เตรียมตัวมาพร้อมเพื่อทำหน้าที่ ธรรมชาติจึงได้สร้างสรรค์ให้มีอวัยวะมาด้วยอย่างพร้อมเพรียง มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีมือ เท้า มีสมอง เป็นต้น
หน้าที่มี 2 ชนิด คือ หน้าที่เพื่อตน และหน้าที่เพื่อคนอื่น เพราะเหตุที่บุคคลผู้เกิดมาแล้ว จะดำรงชีพให้ยั่งยืนเป็นผาสุกอยู่ได้ไม่ใช่เพราะทำหน้าที่ของตนอย่างเดียว ต้องเกี่ยวข้องด้วยหน้าที่ของผู้อื่น ที่คอยเข้ามาช่วยค้ำจุนอุดหนุนเอาไว้ด้วย จึงจะดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความสุข
หน้าที่ อันจำต้องทำไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของตนหรือของผู้อื่น ย่อมมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง เป็นต้น สำหรับบุคคลผู้มุ่งความเจริญแล้ว การงานที่ใหญ่จะกลายเป็นเล็ก การงานที่มากจะกลายเป็นน้อย เพราะเหตุว่าความมุ่งต่อความเจริญ เป็นคุณธรรมที่จะทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ความสนุกร่าเริง มีกำลังใจแข็งแรงในการงาน
บุคคลผู้นับเนื่องในหมู่ ย่อมจำเป็นที่ต้องช่วยกัน เพราะเป็นการช่วยตัวเองรวมอยู่ด้วย เช่น การช่วยกันสร้างถนนเพื่อความสะดวกในการไปมา สร้างบ่อน้ำเพื่ออาบกินและใช้สอยอย่างอื่น เป็นต้น การสร้างสิ่งเหล่านี้แม้จะมีเจตนาว่าทำเพื่อผู้อื่นก็จริง แต่ตนย่อมมีหุ้นส่วนในการที่จะได้รับประโยชน์ร่วมอยู่ด้วย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
บุคคลผู้มุ่งต่อความเจริญดังกล่าว ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอีกหลายประการคือ ความไม่เกียจคร้าน การพิจารณาหาทางที่จะทำให้หน้าที่อันต้องทำลุล่วงไป อาจทำและอาจจัดได้เพื่อช่วยค้ำจุนให้ความมุ่งต่อความเจริญสำเร็จเป็นที่พึ่ง ได้จริงๆ คุณสมบัติดังกล่าวนี้ถ้าบุคคลจะมีแต่ความมุ่งต่อความเจริญเท่านั้น ไม่มีความขยันหมั่นเพียรในการกระทำ ความมุ่งต่อความเจริญจะกลายเป็นความละเมอเพ้อฝัน ไม่มีทางสำเร็จได้ ต้องอาศัยความไม่เกียจคร้านช่วยค้ำจุน จึงจะมีทางสำเร็จได้ตามจุดมุ่งหมาย
แนวทางในการปฏิบัติหน้าที่มีหลักใหญ่ๆ ที่ควรจะได้พิเคราะห์อยู่ 3 ประการ คือ
1.ทำหน้าที่โดยรู้ทางเสียหรือทางเสื่อม
2.ทำหน้าที่โดยรู้ทางได้หรือทางเจริญ
3.ทำหน้าที่โดยรู้ทั้งทางเสียทั้งทางได้
บุคคล ผู้ทำหน้าที่โดยยึดหลัก 3 ประการนี้เป็นแนวทาง ชื่อว่าเป็นผู้อาจทำ อาจจัดได้โดยสมบูรณ์ มีแต่ทางได้ไม่มีทางเสีย หรือหากจะเสียก็น้อยกว่าได้ เพราะเป็นการเสียเพื่อการได้มา และมีแต่ทางเจริญ ไม่มีทางเสื่อม
ผล แห่งการปฏิบัติชอบเช่นนั้น ย่อมจะเป็นเหตุให้เป็นที่รักเคารพนับถือ เป็นที่เอ็นดูกรุณาของผู้อื่น และย่อมจะได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูล ตลอดถึงการแนะนำพร่ำสอนด้วยน้ำใจอันงามจากผู้อื่น
มิตรภาพระหว่างกัน ย่อมจะมีขึ้นอย่างแนบแน่นสนิทสนม ปราศจากความระแวงใจในกันและกัน
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
goodandbadfromkhaosod-3
| เกณฑ์วินิจฉัยกรรมดี-กรรมชั่ว (3) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙) อีกชุดหนึ่ง โดยมากเป็นลักษณะจิตและบุคลิกภาพของพระอรหันต์เหมือนกัน แต่เน้นเฉพาะแง่ที่เป็นอิสระ เช่น อนัลลีนะ-ไม่ติด หรือไม่หมกมุ่น อนัชโฌสิต-ไม่สยบ อนูปลิตต์-ไม่ถูกฉาบติด หรือ ไม่แปดเปื้อน อนิสสิต-ไม่พึ่งพิง ไม่ขึ้นต่อสิ่งใด วิสัญญุต-ไม่พัวพัน วิปปมุตต์-หลุดพ้น วิมริยาทิกตจิต -มีจิตไร้ขอบคั่น หรือมีใจไร้เขตแดน เพื่อให้กำหนดได้ง่ายขึ้น อาจรวมลักษณะเหล่านี้ เข้าเป็นกลุ่มได้ ดังนี้ 1.ตั้งมั่น เช่น แน่วแน่ อยู่ตัว ทรงตัวเรียบสม่ำเสมอ ไม่หวั่นไหว ไม่วอกแวก ไม่พล่าน ไม่ส่าย 2.บริสุทธิ์ผ่องใส เช่น ปราศสิ่งมัวหมอง ไม่ขุ่นมัว ไม่เศร้าหมอง ไร้ไฝฝ้า เกลี้ยงเกลา ผุดผ่อง แจ่มจ้า สว่างไสว 3.โปร่งโล่งเป็นอิสระ เช่น ไม่ติดข้อง ไม่คับแคบ ไม่ถูกจำกัดขัดขวาง ไม่ถูกกดทับหรือบีบคั้น ไม่อึดอัด กว้างขวาง ไร้เขตแดน 4.เหมาะแก่การใช้งาน เช่น นุ่มนวล อ่อนละมุน เบาสบาย ไม่หนัก คล่องแคล่ว ทนทาน ไม่เปราะเสาะ ไม่กระด้าง ซื่อตรง ไม่เอนเอียง ไม่คดงอ ไม่บิดเบือน ไม่เฉไฉ 5.สงบสุข เช่น ผ่อนคลาย เรียบสงบ ไม่เครียด ไม่คับแค้น ไม่เดือดร้อน ไม่กระสับกระส่าย หรือทุรนทุราย ไม่ขาดแคลน ไม่หิวโหย เอิบอิ่ม เมื่อทราบลักษณะของจิตใจที่สมบูรณ์ มีสุขภาพ ดี ไร้มลทินโทษเช่นนี้แล้ว ก็พึงนำเอาธรรมที่ได้ชื่อว่าเป็นกุศลและอกุศลมาพิจารณาตรวจสอบดูว่า ธรรมที่เป็นกุศล ส่งเสริมคุณภาพและสมรรถภาพของจิตใจ จริงหรือไม่ อย่างไร และธรรมที่เป็นอกุศล ทำให้จิต มีโรค เกิดความเน่าเสีย ผุโทรม เสียหายบกพร่อง ไม่สบาย เป็นทุกข์ เสื่อมเสียคุณภาพและสมรรถภาพจิต จริงหรือไม่ อย่างไร ตัวอย่างกุศลธรรม เช่น สติ-ความระลึกได้ ความสามารถคุมจิตอยู่กับสิ่งที่พึงเกี่ยวข้อง หรือกิจที่ต้องทำ เมตตา-ความรัก ความปรารถนาดี ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข อโลภะ-ความไม่โลภ ว่างจากความอยากใคร่ติดใจ ตลอดจนมีความคิดเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ปัญญา-ความรู้ชัด ความเข้าใจ ความรู้เท่าทันตามความเป็นจริง ปัสสัทธิ-ความผ่อนคลายสงบ เย็นกายเย็นใจ ไม่เครียด ไม่กระสับกระส่าย กุศลฉันทะ-ความพอใจใฝ่รักสิ่งดีงาม อยากรู้อยากทำให้เป็นจริง มีจิตพุ่งแล่นไปในแนวทางแห่งเหตุปัจจัย มุทิตา-ความพลอยเบิกบาน ยินดี บันเทิงใจ เมื่อผู้อื่นประสบความเจริญหรือเป็นสุข เป็นต้น ตัวอย่างอกุศลธรรม เช่น กามฉันท์-ความอยากได้ใคร่เอา พยาบาท-ความคิดร้าย ขัดเคือง หรือแค้นใจ ถีนมิทธะ-ความหดหู่ ท้อแท้ หงอยเหงา เซื่องซึม และโงกง่วง อุทธัจจกุกกุจจะ-ความฟุ้งซ่าน คิดพล่าน หงุดหงิด กลัดกลุ้ม รำคาญ และเดือดร้อนใจ วิจิกิจฉา-ความลังเล ไม่อาจตัดสินใจ โกธ-ความโกรธ อิสสา-ความริษยา เห็นคนอื่นได้ดีทนไม่ได้ มัจฉริยะ-ความตระหนี่ ความหึงหวง ความคิดเกียดกัน เป็นต้น เมื่อมีเมตตา จิตใจย่อมสุขสบาย แช่มชื่นผ่องใส ปลอดโปร่งและกว้างขวาง เป็นสภาพเกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ส่งเสริมคุณภาพและสมรรถภาพของจิต เมตตาจึงเป็นกุศล สติ ทำให้ใจอยู่กับสิ่งที่กำลังเกี่ยวข้องหรือต้องทำ ระลึกได้ถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมในกรณีนั้นๆ และป้องกันไม่ให้อกุศลธรรมทั้งหลายได้โอกาส ทำให้จิตใจอยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำงานได้อย่างดี สติจึงเป็นกุศล ความริษยา ทำให้จิตใจแคบ ถูกกดทับ บีบคั้น ไม่สบาย ไม่ปลอดโปร่ง บั่นทอนคุณภาพและสุขภาพจิตอย่างเห็นได้ชัด ความริษยาจึงเป็นอกุศล ความโกรธ ก็แผดเผาใจของตนเอง บีบคั้นกระทบใจให้ไม่สบาย และส่งผลกระทบกระเทือนออกมาถึงสุขภาพกายได้อย่างรวดเร็ว จึงเห็นได้ชัดเช่นกันว่าเป็นอกุศล กามฉันท์ หรือแม้ความโลภ อย่างกว้างๆ ก็ทำให้จิตใจวกวนพัวพัน ติดข้อง กลัดกลุ้ม หรือเอนเอียงไป เดินไม่ตรง และมัวหมอง ไม่โล่ง ไม่โปร่ง ไม่ผ่องใส จึงเป็นอกุศล ดังนี้เป็นต้น มีข้อสังเกตว่า ความหดหู่ หงอยเหงา เฉาซึม และความฟุ้งซ่าน เป็นต้น แม้จะเป็นอกุศล แต่ในภาษาไทยจะเรียกว่าเป็นความชั่ว ก็คงไม่สู้ถนัดปากนัก ในทำนองเดียวกัน กุศลธรรมบางอย่าง เช่น ความสงบผ่อนคลายภายในกายในใจ จะเรียกในภาษาไทยว่าความดี ก็อาจจะไม่สนิททีเดียวนัก นี่เป็นตัวอย่างแง่หนึ่งให้เห็นว่า กุศลและอกุศล กับความดีและความชั่ว มิใช่มีความหมายตรงกันแท้ทีเดียว เมื่อเข้าใจความหมายของกุศลและอกุศลอย่างนี้แล้ว ก็ย่อมเข้าใจความหมายของกรรมดี และกรรมชั่ว คือ กุศลกรรม และอกุศลกรรมด้วย ดังได้กล่าวแล้วว่า เจตนาเป็นตัวกรรม ดังนั้น เจตนาที่ประกอบด้วยกุศล ก็เป็นกุศลเจตนา และเป็นกุศลกรรม เจตนาที่ประกอบด้วยอกุศล ก็เป็นอกุศลเจตนา และเป็นอกุศลกรรม หน้า 27 |
goodandbadfromkhaosod-2
| เกณฑ์วินิจฉัย กรรมดี-กรรมชั่ว (2) พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙) ความหมายเชิงอธิบายในทางธรรมของกุศล ที่ถือได้ว่าเป็นหลัก มี 4 อย่าง คือ 1.อาโรคยะ ความไม่มีโรค คือสภาพจิตที่ไม่มีโรค อย่างที่นิยมเรียกกันบัดนี้ว่า สุขภาพจิต หมายถึง สภาวะหรือองค์ประกอบที่เกื้อกูลแก่สุขภาพจิต ทำให้จิตไม่ป่วยไข้ ไม่ถูกบีบคั้น ไม่กระสับกระส่าย ไม่โทรม ไม่อ่อนแอ เป็นจิตแข็งแรง คล่องแคล่ว สบาย ใช้งานได้ดี เป็นต้น 2.อนวัชชะ ไม่มีโทษ หรือไร้ตำหนิ แสดงถึงภาวะที่จิตสมบูรณ์ ไม่บกพร่อง ไม่เสียหาย หรือไม่มีของเสีย ไม่มัวหมอง ไม่ขุ่นมัว สะอาด เกลี้ยงเกลา เอี่ยมอ่อง ผ่องแผ้ว เป็นต้น 3.โกศลสัมภูต เกิดจากปัญญา หรือเกิดจากความฉลาด หมายถึง ภาวะที่จิตประกอบอยู่ด้วยปัญญาหรือมีคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งเกิดจากความรู้ความเข้าใจ สว่าง มองเห็นหรือรู้เท่าทันความเป็นจริง สอดคล้องกับหลักที่ว่า กุศลธรรมมีโยนิโสมนสิการ คือความรู้จักคิดแยบคายหรือรู้จักทำใจอย่างฉลาด เป็นปทัฏฐาน 4.สุขวิบาก มีสุขเป็นวิบาก คือ เป็นสภาพที่ทำให้มีความสุข เมื่อกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดความสุขสบายคล่องใจในทันทีนั้นเอง ไม่ต้องรอว่าจะมีผลตอบแทนภายนอกหรือไม่ เหมือนกับว่า เมื่อร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคเบียดเบียน (อโรค) ไม่มีสิ่งสกปรกเสียหาย ปราศจากมลทินหรือของที่เป็นพิษภัยมาพ้องพาน (อนวัชชะ) และรู้ตัวว่าอยู่ในที่มั่นคงปลอดภัยถูกต้องเหมาะสม (โกศลสัมภูต) ถึงจะไม่ได้เสพเสวยสิ่งใดพิเศษออกไป ก็ย่อมมีความสบาย ได้เสวยความสุขอยู่แล้วในตัว นอกจากความหมายทั้ง 4 นี้แล้ว คัมภีร์บางแห่งกล่าวถึงความหมายอื่นอีก 3 อย่าง คือ เฉกะ แปลว่า ฉลาด และ เขมะ แปลว่า เกษม คือปลอดโปร่ง มั่นคง ปลอดภัย และ นิททรถะ แปลว่า ไม่มีความกระวนกระวาย แต่พอจะเห็นได้ว่า ความหมาย 3 อย่างนี้ รวมลงได้ในความหมาย 4 อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างบน และในบรรดาความหมาย 4 อย่างนั้น ความหมายที่ 3 คือ โกศลสัมภูต เป็นความหมายแกน ความหมายของอกุศล ก็พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามจากที่กล่าวมานี้ คือ เป็นสภาพจิตที่มีโรค ไร้สุขภาพ มีโทษ มีตำหนิ มีข้อเสียหาย เกิดจากอวิชชา และมีทุกข์เป็นวิบาก พูดสั้นๆ อีกนัยหนึ่งว่า เป็นสภาพที่ทำให้จิตเสียคุณภาพและเสื่อมสมรรถภาพ ตรงข้ามกับกุศล ที่ส่งเสริมคุณภาพและสมรรถภาพของจิต เพื่อให้เห็นความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น อาจบรรยายลักษณะของจิตที่ดีงาม ไร้โรค ไม่มีโทษ เป็นต้น ให้ดูก่อน แล้วพิจารณาว่า กุศลธรรมคือสิ่งที่ทำให้จิตมีลักษณะเช่นนั้น หรือกุศลธรรมทำให้เกิดสภาพจิตเช่นนั้นอย่างไร อกุศลธรรมคือสิ่งที่ทำให้จิตขาดคุณลักษณะเช่นนั้น หรือทำให้จิตเสื่อมเสียสภาพเช่นนั้นอย่างไร ลักษณะที่จะกล่าวต่อไปนี้ นำมาจากบาลีในที่ต่างๆ หลายแห่ง เป็นลักษณะของจิตที่ดีงาม ตั้งแต่ระดับสามัญ จนถึงขั้นสูงสุด คือจิตของพระอรหันต์ ขอให้ถือว่าเป็นการวางภาวะที่สมบูรณ์ไว้เป็นมาตรฐาน ชุดหนึ่งว่า ปัสสัทธะ - ผ่อนคลาย หรือเรียบสงบ หรือเย็นสบาย ลหุ - เบา มุทุ - นุ่มนวล หรืออ่อนโยน หรือละมุน กัมมัญญะ - ควรแก่งานหรือพร้อมที่จะใช้งาน ปคุณ - คล่องแคล่ว อุชุ - ซื่อตรง ไม่คดโค้งโกงงอบิดเบือนเชือนแช ชุดหนึ่งว่า มุทุ - นุ่มนวล ละมุน กัมมนียะ - ควรแก่งาน เหมาะแก่การใช้งาน ปภัสสร - ผ่องใส แจ่มจ้า อปภังคุ - ไม่เปราะเสาะ แข็งแรงทนทาน สมาหิต - ตั้งมั่น อนาวรณ์ - ไม่มีสิ่งกีดกั้น ไม่ถูกจำกัด อนิวรณ์ - ไม่มีสิ่งขัดขวาง ไม่ติดขัดหรือคับข้อง อนุปักกิลิฏฐ - ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว อนัชฌารุฬห์ - ไม่ถูกกดทับ ไม่ถูกกดถูกบีบ อวิฆาต - ไม่คับแค้น ไม่คับเครียดอึดอัด อีกชุดหนึ่งว่า สมาหิตะ - ตั้งมั่น ทรงตัวเรียบสม่ำเสมอ ปริสุทธะ - สะอาด หมดจด ปริโยทาตะ - ผุดผ่องกระจ่าง สว่างไสว อนังคณะ - ไร้ไฝฝ้า โปร่งโล่งเกลี้ยงเกลา วิคตูปกิเลสะ - ปราศสิ่งมัวหมอง มุทุภูตะ - นุ่มนวล ละมุนละไม กัมมนียะ - ควรแก่งาน ฐิตะและอาเนญชัปปัตตะ - ทรงตัวอยู่ ตั้งอยู่ได้ เข้าที่ อยู่ตัว ไม่หวั่นไหว แน่วแน่ ไม่วอกแวก ลักษณะต่อไปนี้ โดยมากเป็นภาวะจิตและบุคลิกภาพของพระอรหันต์ นำมาลงไว้สำหรับประกอบการพิจารณาด้วย เช่น อกิญจนะ - ไม่มีอะไรค้างใจ ไม่มีสิ่งคั่งค้างกังวล สันตะ - สงบ ซึ้ง อโศก - ไร้โศก วิรชะ - ไม่มีธุลี เขมะ - เกษม ปลอดโปร่ง มั่นคง ไม่มีภัย นิจฉาตะ - ใจไม่โหยหิว ใจอิ่ม สีติภูตะ - เย็น หรือเย็นซึ้ง นิพพุตะ - หมดร้อน เสรี - เที่ยวไปได้ตามสบาย ไม่มีอะไรเกาะเกี่ยว สยังวสี - มีอำนาจในตัวเอง เป็นตัวของตัวเองแท้จริง สุขี - มีความสุข หรือเป็นสุข หน้า 27 |
goodandbadfromkhaosod-1
เกณฑ์วินิจฉัย กรรมดี-กรรมชั่ว (1)
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
เกณฑ์ตัดสิน ความดี-ความชั่ว
ก) ปัญหาเกี่ยวกับความดี-ความชั่ว
กรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความดีและความชั่วโดยตรง เมื่อพูดถึงกรรม จึงควรพูดถึงเรื่องความดีและความชั่วไว้ด้วย เพื่อช่วยให้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรรมชัดเจนยิ่งขึ้น
เรื่องความดีและความชั่ว มักมีปัญหาเกี่ยวกับความหมายและหลักเกณฑ์ที่จะวินิจฉัย เช่นว่า อะไรและอย่างไร จึงจะเรียกว่าดี อะไรและอย่างไร จึงจะเรียกว่าชั่ว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเช่นนี้มีมากเฉพาะในภาษาไทยเท่านั้น ส่วนในทางธรรม ที่ใช้คำบัญญัติจากภาษาบาลี ความหมายและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้นับได้ว่าชัดเจน ดังจะได้กล่าวต่อไป
คำว่า "ดี" และ "ชั่ว" ในภาษาไทย มีความหมายกว้างขวางมาก โดยเฉพาะคำว่าดี มีความหมายกว้างยิ่งกว่าคำว่าชั่ว คนประพฤติดีมีศีลธรรม ก็เรียกว่าคนดี อาหารอร่อยถูกใจผู้ที่กิน ก็อาจพูดว่า อาหารมื้อนี้ดี หรืออาหารร้านนี้ดี เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพหรือทำงานเรียบร้อย คนก็เรียกว่าเครื่องยนต์ดี ไม้ค้อนที่ใช้ได้สำเร็จประโยชน์สมประสงค์ คนก็ว่าค้อนนี้ดี ภาพยนตร์ที่สนุกสนานถูกใจ คนที่ชอบก็ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดี ภาพเขียนสวยงาม คนก็ว่าภาพนี้ดี หรือถ้าภาพนั้นอาจขายได้ราคาสูง คนก็ว่าภาพนั้นดีเช่นเดียวกัน โรงเรียนที่บริหารงานและมีการสอนได้ผล นักเรียนเก่ง ก็เรียกกันว่าโรงเรียนดี โต๊ะตัวเดียวกัน คนสามคนบอกว่าดี แต่ความหมายที่ว่าดีนั้นอาจไม่เหมือนกันเลย คนหนึ่งว่าดีเพราะสวยงามถูกใจเขา อีกคนหนึ่งว่าดีเพราะเหมาะแก่การใช้งานของเขา อีกคนหนึ่งว่าดีเพราะเขาจะขายได้กำไรมาก
ในทำนองเดียวกัน ของที่คนหนึ่งว่าดี อีกหลายคนอาจบอกว่าไม่ดี ของบางอย่างมองในแง่หนึ่งว่าดี มองในแง่อื่นอาจว่าไม่ดี ความประพฤติหรือการแสดงออกบางอย่าง ในถิ่นหนึ่งหรือสังคมหนึ่งว่าดี อีกถิ่นหนึ่งหรืออีกสังคมหนึ่งว่าไม่ดี ดังนี้เป็นต้น หาที่ยุติไม่ได้ หรืออย่างน้อยไม่ชัดเจน อาจต้องจำแนกเป็นดีทางจริยธรรม ดีในแง่สุนทรียภาพ ดีในแง่เศรษฐกิจ เป็นต้น
เหตุที่มีความยุ่งยากสับสนเช่นนี้ ก็เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่า และคำว่า "ดี" หรือ "ไม่ดี" ในภาษาไทย ใช้กับเรื่องที่เกี่ยวกับคุณค่าได้ทั่วไปหมด ความหมายจึงกว้างขวางและผันแปรได้มากเกินไป
เพื่อตัดปัญหาเกี่ยวกับความยุ่งยากสับสนนี้ จึงจะไม่ใช้คำว่าดี ไม่ดี หรือชั่ว ในภาษาไทย และเป็นอันไม่ต้องพิจารณาปัญหา เกี่ยวกับคุณค่าด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด
ในการศึกษาเรื่องความดีความชั่วที่เกี่ยวกับกรรมนี้ มีข้อควรทราบดังนี้
ก.ความดีความชั่ว ณ ที่นี้ เป็นการศึกษาในแง่ของกรรมนิยาม และมีคำเรียกโดยเฉพาะว่า "กุศล" และ "อกุศล" ตามลำดับ คำทั้งสองคำนี้มีความหมายและหลักเกณฑ์วินิจฉัยที่นับได้ว่าชัดเจน
ข.การศึกษาเรื่องกุศลและอกุศลนั้น มองในแง่จริยธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของกรรม-นิยาม จึงเป็นการศึกษาในแง่สภาวะ หาใช่เป็นการศึกษาในแง่คุณค่าอย่างที่มักเข้าใจกันไม่ การศึกษาในแง่คุณค่าเป็นเรื่องในระดับสมมตินิยามหรือสังคมบัญญัติ ซึ่งมีขอบเขตที่แยกจากกรรมนิยามได้ชัดเจน
ค.ความเป็นไปของกรรมนิยาม ย่อมสัมพันธ์กับนิยามอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะที่พึงใส่ใจพิเศษ คือ ในด้านภายในบุคคล กรรมนิยาม อิงอยู่กับจิตนิยาม ในด้านภายนอก กรรมนิยามสัมพันธ์กับสมมตินิยามหรือสังคมบัญญัติ ข้อที่พึงเน้นก็คือ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างกรรมนิยาม กับสมมตินิยาม จะต้องแยกขอบเขตระหว่างกันให้ชัด และจุดเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นทั้งที่แยก และที่สัมพันธ์ระหว่างขอบเขตทั้งสองนั้น ก็มีอยู่
ข) ความหมายของกุศลและอกุศล
กุศล และอกุศล แปลกันโดยทั่วไปว่าดี และชั่วหรือไม่ดี ก็จริง แต่แท้จริงแล้วหาตรงกันทีเดียวไม่ สภาวะบางอย่างเป็นกุศล แต่อาจจะไม่เรียกว่าดีในภาษาไทย สภาวะบางอย่างอาจเป็นอกุศล แต่ในภาษาไทยก็ไม่เรียกว่าชั่ว ดังจะเห็นต่อไป
กุศล และอกุศล เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในจิตใจ และมีผลต่อจิตใจก่อน แล้วจึงมีผลต่อบุคลิกภาพ และแสดงผลนั้นออกมาภายนอก ความหมายของกุศลและอกุศลจึงเพ่งไปที่พื้นฐาน คือเนื้อหาสาระและความเป็นไปภายในจิตใจเป็นหลัก
"กุศล" แปลตามศัพท์ว่า ฉลาด ชำนาญ สบาย เอื้อ หรือเกื้อกูล เหมาะ ดีงาม เป็นบุญ คล่องแคล่ว ตัดโรคหรือตัดสิ่ง ชั่วร้ายที่น่ารังเกียจ
ส่วน "อกุศล" ก็แปลว่า สภาวะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล หรือ ตรงข้ามกับกุศล เช่นว่า ไม่ฉลาด ไม่สบาย เป็นต้น
หน้า 27
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
เกณฑ์ตัดสิน ความดี-ความชั่ว
ก) ปัญหาเกี่ยวกับความดี-ความชั่ว
กรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความดีและความชั่วโดยตรง เมื่อพูดถึงกรรม จึงควรพูดถึงเรื่องความดีและความชั่วไว้ด้วย เพื่อช่วยให้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรรมชัดเจนยิ่งขึ้น
เรื่องความดีและความชั่ว มักมีปัญหาเกี่ยวกับความหมายและหลักเกณฑ์ที่จะวินิจฉัย เช่นว่า อะไรและอย่างไร จึงจะเรียกว่าดี อะไรและอย่างไร จึงจะเรียกว่าชั่ว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเช่นนี้มีมากเฉพาะในภาษาไทยเท่านั้น ส่วนในทางธรรม ที่ใช้คำบัญญัติจากภาษาบาลี ความหมายและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้นับได้ว่าชัดเจน ดังจะได้กล่าวต่อไป
คำว่า "ดี" และ "ชั่ว" ในภาษาไทย มีความหมายกว้างขวางมาก โดยเฉพาะคำว่าดี มีความหมายกว้างยิ่งกว่าคำว่าชั่ว คนประพฤติดีมีศีลธรรม ก็เรียกว่าคนดี อาหารอร่อยถูกใจผู้ที่กิน ก็อาจพูดว่า อาหารมื้อนี้ดี หรืออาหารร้านนี้ดี เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพหรือทำงานเรียบร้อย คนก็เรียกว่าเครื่องยนต์ดี ไม้ค้อนที่ใช้ได้สำเร็จประโยชน์สมประสงค์ คนก็ว่าค้อนนี้ดี ภาพยนตร์ที่สนุกสนานถูกใจ คนที่ชอบก็ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดี ภาพเขียนสวยงาม คนก็ว่าภาพนี้ดี หรือถ้าภาพนั้นอาจขายได้ราคาสูง คนก็ว่าภาพนั้นดีเช่นเดียวกัน โรงเรียนที่บริหารงานและมีการสอนได้ผล นักเรียนเก่ง ก็เรียกกันว่าโรงเรียนดี โต๊ะตัวเดียวกัน คนสามคนบอกว่าดี แต่ความหมายที่ว่าดีนั้นอาจไม่เหมือนกันเลย คนหนึ่งว่าดีเพราะสวยงามถูกใจเขา อีกคนหนึ่งว่าดีเพราะเหมาะแก่การใช้งานของเขา อีกคนหนึ่งว่าดีเพราะเขาจะขายได้กำไรมาก
ในทำนองเดียวกัน ของที่คนหนึ่งว่าดี อีกหลายคนอาจบอกว่าไม่ดี ของบางอย่างมองในแง่หนึ่งว่าดี มองในแง่อื่นอาจว่าไม่ดี ความประพฤติหรือการแสดงออกบางอย่าง ในถิ่นหนึ่งหรือสังคมหนึ่งว่าดี อีกถิ่นหนึ่งหรืออีกสังคมหนึ่งว่าไม่ดี ดังนี้เป็นต้น หาที่ยุติไม่ได้ หรืออย่างน้อยไม่ชัดเจน อาจต้องจำแนกเป็นดีทางจริยธรรม ดีในแง่สุนทรียภาพ ดีในแง่เศรษฐกิจ เป็นต้น
เหตุที่มีความยุ่งยากสับสนเช่นนี้ ก็เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่า และคำว่า "ดี" หรือ "ไม่ดี" ในภาษาไทย ใช้กับเรื่องที่เกี่ยวกับคุณค่าได้ทั่วไปหมด ความหมายจึงกว้างขวางและผันแปรได้มากเกินไป
เพื่อตัดปัญหาเกี่ยวกับความยุ่งยากสับสนนี้ จึงจะไม่ใช้คำว่าดี ไม่ดี หรือชั่ว ในภาษาไทย และเป็นอันไม่ต้องพิจารณาปัญหา เกี่ยวกับคุณค่าด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด
ในการศึกษาเรื่องความดีความชั่วที่เกี่ยวกับกรรมนี้ มีข้อควรทราบดังนี้
ก.ความดีความชั่ว ณ ที่นี้ เป็นการศึกษาในแง่ของกรรมนิยาม และมีคำเรียกโดยเฉพาะว่า "กุศล" และ "อกุศล" ตามลำดับ คำทั้งสองคำนี้มีความหมายและหลักเกณฑ์วินิจฉัยที่นับได้ว่าชัดเจน
ข.การศึกษาเรื่องกุศลและอกุศลนั้น มองในแง่จริยธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของกรรม-นิยาม จึงเป็นการศึกษาในแง่สภาวะ หาใช่เป็นการศึกษาในแง่คุณค่าอย่างที่มักเข้าใจกันไม่ การศึกษาในแง่คุณค่าเป็นเรื่องในระดับสมมตินิยามหรือสังคมบัญญัติ ซึ่งมีขอบเขตที่แยกจากกรรมนิยามได้ชัดเจน
ค.ความเป็นไปของกรรมนิยาม ย่อมสัมพันธ์กับนิยามอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะที่พึงใส่ใจพิเศษ คือ ในด้านภายในบุคคล กรรมนิยาม อิงอยู่กับจิตนิยาม ในด้านภายนอก กรรมนิยามสัมพันธ์กับสมมตินิยามหรือสังคมบัญญัติ ข้อที่พึงเน้นก็คือ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างกรรมนิยาม กับสมมตินิยาม จะต้องแยกขอบเขตระหว่างกันให้ชัด และจุดเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นทั้งที่แยก และที่สัมพันธ์ระหว่างขอบเขตทั้งสองนั้น ก็มีอยู่
ข) ความหมายของกุศลและอกุศล
กุศล และอกุศล แปลกันโดยทั่วไปว่าดี และชั่วหรือไม่ดี ก็จริง แต่แท้จริงแล้วหาตรงกันทีเดียวไม่ สภาวะบางอย่างเป็นกุศล แต่อาจจะไม่เรียกว่าดีในภาษาไทย สภาวะบางอย่างอาจเป็นอกุศล แต่ในภาษาไทยก็ไม่เรียกว่าชั่ว ดังจะเห็นต่อไป
กุศล และอกุศล เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในจิตใจ และมีผลต่อจิตใจก่อน แล้วจึงมีผลต่อบุคลิกภาพ และแสดงผลนั้นออกมาภายนอก ความหมายของกุศลและอกุศลจึงเพ่งไปที่พื้นฐาน คือเนื้อหาสาระและความเป็นไปภายในจิตใจเป็นหลัก
"กุศล" แปลตามศัพท์ว่า ฉลาด ชำนาญ สบาย เอื้อ หรือเกื้อกูล เหมาะ ดีงาม เป็นบุญ คล่องแคล่ว ตัดโรคหรือตัดสิ่ง ชั่วร้ายที่น่ารังเกียจ
ส่วน "อกุศล" ก็แปลว่า สภาวะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล หรือ ตรงข้ามกับกุศล เช่นว่า ไม่ฉลาด ไม่สบาย เป็นต้น
หน้า 27
วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557
“สามัญลักษณ์”ของตุลาการอเมริกัน
“สามัญลักษณ์”ของตุลาการอเมริกัน
พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์
ผมเคยเขียนเกี่ยวกับระบบการทำงานของตุลาการอเมริกันไปบ้างแล้ว โดยระบบที่เรียกว่า common law การตัดสินอรรถคดีในระบบอเมริกันที่มีหลักใหญ่ความคือ การใช้สามัญสำนึก (common sense) ในการตัดสินคดีต่างๆ ซึ่งก็คือ ระบบลูกขุน (jury duty) นั่นเอง ลูกขุนก็มาจากคนธรรมดาเหมือนอย่างคุณอย่างผมนี่แหละที่สามารถเข้าร่วมเป็นองค์คณะผู้พิพากษาได้ ทั้งที่เราไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายกันเอาเลยก็ยังได้ เพราะระบบตุลาการอเมริกันวัดความยุติธรรมจากสำนึกภายในของแต่ละบุคคล แม้ว่าการคัดเลือกคณะลูกขุนจะมีขั้นตอนและอาศัยคุณสมบัติพื้นฐานเหมือนกันแต่ก็ไม่เป็นที่ยุ่งยากดูสูงส่งเหมือนบางประเทศที่ใช้ระบบ civic law หรือระบบตุลาการที่อาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย
ระบบตุลาการอเมริกันตั้งอยู่บนพื้นฐานของปรัชญาที่เชื่อในความยุติธรรมและความเสมอภาคเท่าเทียมกันของมนุษย์ เชื่อว่าความรู้ไม่ใช่เครื่องวัดศีลธรรมภายในของมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ต่างหากที่เป็นมาตรวัดคุณค่าของมนุษย์ด้วยกันเอง และการที่สังคมมนุษย์สามารถดำรงอยู่ได้ อารยธรรมมีการพัฒนามาตลอด ไม่กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน หรือเสมือนสังคมสัตว์ ก็เพราะคุณธรรมในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์
ในระบบตุลาการของอเมริกันนั้น หลายเมืองถึงกับมีการเลือกตั้ง (vote) บุคคลขึ้นมาทำหน้าที่ผู้พิพากษา ซึ่งว่าไปแล้วบุคคลที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษานี้เป็นแค่ผู้จัดระบบหรือกระบวนการตัดสินอรรถคดีให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น ผู้พิพากษาเหล่านี้ไม่มีหน้าที่ในการตัดสินคดีโดยตรงแต่เพียงผู้เดียวหรือตัดสินกันแต่เฉพาะบรรดาผู้พิพากษาอาชีพ แต่ในการพิจารณาคดีนั้นอาศัยคณะลูกขุน
เพราะความเชื่อที่ว่าเมื่อคุณกับผมฟังการไต่สวนคู่ความร่วมกับพยานบุคคลและพยานหลักฐานแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมายใดๆ นี่แหละ คุณกับผมก็สามารถที่จะสามารถจับได้ว่าใครเป็นฝ่ายพูดจริงใครเป็นฝ่ายพูดเท็จในศาล ซึ่งเป็นการปลุกสำนึกของความเป็นมนุษย์ของคุณและผมให้ทำงาน เพราะทั้งคุณทั้งผม เราต่างไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลในคดีเลย ไม่มีความผูกพันหรือมีความหลังต่อกันมาก่อน
แน่นอนว่าคุณและผมที่ทำหน้าที่ลูกขุนนี้ เราอาจมีมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งในท้ายที่สุดก็ต้องมาตัดสินกันด้วยการโหวตเช่นกันว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไร ผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้อธิบายให้คุณกับผมฟังว่าผลของข้อกฎหมายเป็นอย่างไร คุณกับผมมีสิทธิที่จะใช้หัวอกหัวใจใส่ลงไปในผลที่จะเกิดขึ้นกับคดีเหล่านี้ เช่น โทษจำคุกระยะเวลาสั้นยาว หากคุณกับผมไม่อาศัยสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงแล้ว คุณกับผมก็อาจมีตราบาปติดอยู่ในใจ เพราะฉะนั้นคุณกับผมก็ต้องมาคิดอย่างรอบคอบว่า เราจะต้องตัดสินอย่างตรงกับสามัญสำนึกให้มากที่สุด
ระบบลูกขุนอเมริกัน ทำให้ตระหนักได้ประการหนึ่งว่า ความรู้ทางด้านกฎหมายไม่ใช่คำตอบของความยุติธรรม บุคคลที่มีความรู้ทางด้านกฎหมายไม่ได้เป็นผู้ไร้ซึ่งอคติเสมอไป หากแต่ความรู้เองกลับเป็นอคติอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือ อคติที่มาจากความรู้ หรือความเชื่อมั่นในความรู้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย นอกเหนือไปจากมุมมองการให้คุณค่าความเท่าเทียมกันของมนุษย์ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ซึ่งประเด็นนี้เชื่อมโยงไปถึงอำนาจการตรวจสอบตุลาการหรือผู้พิพากษาประจำของคนอเมริกัน อย่างเช่น การอาศัยกระบวนการเลือกตั้งในบางรัฐหรือบางเมือง เป็นต้น หากประชาชนในท้องถิ่นเห็นว่าผู้พิพากษาทำหน้าที่ได้ไม่ดี ไม่ยุติธรรม พวกเขาก็ไม่เลือกผู้พิพากษาคนเดิมต่อไป
อีกประการหนึ่งคือ ความยุติธรรมกับผลประโยชน์ หลักการของระบบกฎหมายแบบสามัญสำนึกมองว่า เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแบบขาประจำทำงานไปนานๆก็ย่อมจะยึดติดกับตำแหน่ง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผลประโยชน์ท้องถิ่นได้ ดังนั้นตำแหน่งผู้พิพากษาจึงไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ (absolute power) แต่จะขึ้นกับการตัดสินใจร่วมของคณะลูกขุนที่มาจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วไป ทั้งนี้ต้องกลับไปดูการพิจารณาคุณสมบัติของคณะลูกขุนด้วยว่า ฝ่ายอเมริกันมีการพิจารณาด้วยความเข้มงวดรัดกุม เช่น ถ้าพูดถึงสาขาอาชีพ เขาไม่เลือกบุคคลที่มีอาชีพเดียวกับคู่ความ เพราะอาจทำให้เกิดอคติในการตัดสินคดีจากความเป็นผู้ที่อยู่ในสาขาอาชีพเดียวกันก็ได้
เหนืออื่นใด คือ การมองผู้พิพากษาคือคนๆหนึ่งเหมือนกับคนทั่วไป ผมเห็นผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งที่เนวาดาถูกโอบคอโดยประชาชนและเดินสนทนาอย่างสนิมสนมในงานปาร์ตี้เรี่ยไรเงินเพื่อสังคมสงเคราะห์แห่งหนึ่ง
แต่ขณะเดียวกัน ผู้พิพากษา ก็เป็นคนของประชาชนไปด้วยในตัว เช่น ผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เพราะในระบบการสรรหาผู้พิพากษาในระดับตั้งแต่ระดับหัวหน้าศาลท้องถิ่นขึ้นไปของอเมริกัน ไม่มากก็น้อยต้องยึดโยงกับประชาชน ดังกรณีการยึดโยงกับสภาท้องถิ่น ของเมืองหรือของรัฐ เป็นต้น
เท่ากับว่าระบบตุลาการอเมริกันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยโดยปริยาย มีการวางโครงสร้างเพื่อการตรวจสอบและถ่วงดุลจากประชาชน เพราะเกี่ยวข้องกับมวลชนโดยตรง ตุลาการคือ สามัญชน ที่มาแล้วไปตามวาระ ความรู้ในเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่สำคัญเท่าสำนึกของความยุติธรรมต่อคู่ความหรือคู่ขัดแย้ง
น่าแปลกที่ว่า ระบบยุติธรรมของตุลาการอเมริกันผูกพันถึงมวลชนด้วย คือ เสียงส่วนใหญ่ของคณะลูกขุนที่เป็นเครื่องชี้ชะตากรรมของคู่ความในที่สุด ดังนี้แล้วก็เชื่อมโยงไปถึงความนิยมชมชอบในตัวของผู้พิพากษาด้วยว่า“สังคมท้องถิ่นนั้นๆเห็นว่าการตัดสินคดีของเขาหรือเธอยุติธรรมหรือไม่” ถ้าเห็นว่าการตัดสินไม่ค่อยยุติธรรมก็จะไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ความยุติธรรมที่ว่าก็อาศัยเครื่องมือในกระบวนการยุติธรรมด้วย เช่น พยาน หลักฐานต่างๆ ด้วย
ในส่วนของศาลสูง ซึ่งเป็นศาลการเมือง มีหน้าที่ในการตีความข้อขัดแย้งทางกฎหมายของรัฐและของประเทศ รวมถึงข้อขัดแย้งทางการเมืองในระดับชาตินั้น ที่มาของผู้พิพากษาก็ยึดโยงกับระบอบรัฐสภาของอเมริกัน คือโดยการเสนอชื่อของประธานาธิบดีและการรับรองของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง (รัฐละ 2 คน)
การตีความของศาลสูงอเมริกันสามารถถูกลบล้าง (overrule) ได้ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลจึงไม่ใช่เป็นคำตัดสินสุดท้ายที่จะแก้ไขอะไรไม่ได้ ระบบการถ่วงดุลของศาลสูงถูกทำโดยอำนาจของประชาชนในเชิงของการยอมรับของสาธารณะหรือที่เรียกว่า ระบบ public acceptance ที่หมายถึง คำตัดสินของศาลสูงจะต้องได้รับการยอมรับและต้องไม่ขัดแย้งกับความเห็นวิญญูชนสาธารณะจนน่าเกลียด จนเห็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งกันในระหว่างหมู่ชนหรือประชาชนโดยทั่วไปในประเทศ
ดังนั้น ว่าโดยน้ำหนักของกระบวนการยุติธรรมอเมริกันแล้ว ได้ถูกวางไปที่ 3 ส่วน คือ ส่วนประชาชน หมายถึง ประชาชนมีอำนาจในการจัดการเรื่องความยุติธรรมของพวกเขาด้วยกันเอง, ส่วนความเสมอภาค หมายถึง ในระหว่างผู้มีหน้าที่ตัดสินคดีกับผู้ที่อยู่ในกระบวนการตัดสินคดีมีความเท่ากันในแง่ความเป็นมนุษย์ และส่วนความเรียบง่าย ไร้พิธีรีตองเชิงตัวบทกฎหมายในกระบวนการพิจารณาคดี หมายถึง การวางเครื่องมือ คือ สามัญสำนึกในการพิจารณาคดีไว้เป็นลำดับแรก วางเครื่องมือตัวบทกฎหมายเป็นลำดับที่สอง
กระบวนการยุติธรรมอเมริกันไม่เชื่อในองค์เอกอธิปัตย์ตุลาการ แต่เชื่อในปัจเจกสามัญสำนึกที่ขยายต่อไปถึงระบบสำนึกร่วมของหมู่ชนในสังคม
ระบบตุลาการอเมริกันจึงไม่แปลกแยกออกไปจากอำนาจหรือความผูกพันต่อประชาชนแต่อย่างใด มีความผันผวนของตำแหน่งในแบบที่เรียกว่า “การสถาปนาอำนาจชั่วคราวจากประชาชน” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “การสถาปนาอำนาจถาวร” ในรูปแบบข้าราชการประจำ ที่ไร้ซึ่งความผันผวน และมีการตระหนักรู้ถึงสุขทุกข์ที่เกิดจากความผันผวนของโลกภายนอก หรือโลกของชาวบ้านน้อย
เหมือนที่ผู้พิพากษาอเมริกันคนหนึ่งเคยบอกกับผมว่า “ความมั่นใจในการพิจารณาคดีของผู้พิพากษา(ว่ายุติธรรมดีแล้ว) ก็คือ ความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง” นั่นเอง
from : http://prachatai.com/journal/2014/04/52542?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)