วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

That's what friends are for.

เพื่อนที่ดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา ดุจก้อนเกลือเค็มนิดหน่อยด้อยราคา ยังมีค่ากว่าน้ำเค็มเต็มทะเล

ประพฤติชั่ว khaosod


ประพฤติชั่ว

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


ทุจริต แปลว่า การประพฤติชั่ว การประพฤติไม่ดี หมายถึง การประพฤติที่เสียหาย การประพฤติที่ผิดศีลธรรม บางอย่างอาจผิดกฎหมาย หรือพฤติกรรมที่คนเราแสดงออกต่อผู้อื่นในทางที่ไม่พึงประสงค์ ไม่เป็นที่น่าปรารถนา ไม่เป็นอย่างอารยชน จัดตามช่องทางการประพฤติของคนเราเป็น 3 ทาง คือ

1.การประพฤติชั่วทางกาย เรียกว่า กายทุจริต

2.การประพฤติชั่วทางวาจา เรียกว่า วจีทุจริต

3.การประพฤติชั่วทางใจ เรียกว่า มโนทุจริต



มีอธิบายดังนี้

1.กายทุจริต หมายถึง การประพฤติชั่วทางกาย ได้แก่ การใช้กายทำความชั่วเลวทราม ต่อผู้อื่นหรือสัตว์อื่น จำแนกเป็น 3 อย่าง คือ

1.การฆ่าทำลายชีวิตผู้อื่น

2.การลักทรัพย์

3.การประพฤติในกามทั้งหลาย

2.วจีทุจริต หมายถึง การประพฤติชั่วทางวาจา คือ การใช้คำพูดที่ชั่วหยาบต่อผู้อื่น จำแนกเป็น 4 อย่าง คือ

1.การพูดเท็จ

2.การพูดส่อเสียด

3.การพูดคำหยาบ

4.การพูดเพ้อเจ้อ



3.มโนทุจริต หมายถึง ความประพฤติชั่วทางใจ คือ การปล่อยจิตให้คิดชั่วร้าย จำแนกเป็น 3 อย่าง คือ

1.ความโลภอยากได้ของของคนอื่น

2.ความคิดปองร้ายผู้อื่น

3.ความเห็นผิดจากคลองธรรม

ทุจริต 3 อย่างนี้ เป็นธรรมที่ควรละ คือ เป็นสิ่งไม่ควรทำ ไม่ควรประพฤติ แต่ควรละเสีย

ในทุจริตทั้ง 3 นั้น มโนทุจริตนับว่าสำคัญที่สุด เพราะสิ่งทั้งหลายขึ้นอยู่ที่ใจ เมื่อใจคิดชั่วแล้ว พฤติกรรมทางกายและวาจาก็เป็นไปในทางชั่วตามที่ใจบงการ

คนที่มีความประพฤติเสียหรือคนที่เสียความประพฤติ ย่อมจะเอาดีหรือทำความดีอื่นๆ ไม่ขึ้น และไม่เป็นที่น่าคบหาของใครๆ เพราะเขากลัวว่าจะทำให้เขาเสียหายไปด้วย ดังนั้น ผู้มีความประพฤติเสียจัดว่าเป็นผู้มีวิบัติติดตัว เรียกว่า มีอาจารวิบัติ

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

รวมคารมคมหอก-๑



★ วจีทุจริต 4 คือ... ★ 1.พูดเท็จ 2.พูดคำหยาบ 3.พูดให้คนแตกสมัคคีกัน ทะเลาะกัน 4.พูดเพ้อเจ้อ คือพูดพล่าม พูดเหลวไหล ไม่มีสาระ

"เป็นพระมีหน้าที่เทศน์ เป็นเปรตมีหน้าที่ขอ คนสิ้นหวังมีหน้าที่รอ ส่วนคนสอพลอมีหน้าที่เลีย" คำพระ 


วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

บาปต้น 7 ประการ

บาปต้น 7 ประการ เรียงลำดับจากความรุนแรงน้อยไปหามาก ตามคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 ในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ได้แก่

1. ราคะ (Lust)
2. ตะกละ (Gluttony)
3. โลภะ (Greed)
4. เกียจคร้าน (Sloth)
5. โทสะ (Wrath)
6. ริษยา (Envy)
7. อัตตา (Pride)

ติดตามข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับ บาปต้น 7 ประการได้ใน Wikipedia ครับ 
http://www.facebook.com/note.php?note_id=139316186080541 

บาป ๗ ประการ มหาตมะ



บาป ๗ ประการ ในทัศนะของมหาตมะ คานธี



บาป ๗ ประการ

มหาตมะ คานธีเขียนไว้ในหนังสือเชิงอัตชีวประวัติของท่านเรื่อง “The Story of My Experiments with Truth” เมื่อปีค.ศ. 1925 ภาษาอังกฤษสำนวนดั้งเดิมที่โด่งดังไปทั่วโลกเขียนไว้สละสลวยมากดังนี้
Politics without principles.
Pleasure without conscience.
Wealth without work.
Knowledge without character.
Commerce without morality.
Science without humanity.
Worship without sacrifice.

ท่านอาจารย์กรุณา - เรืองอุไร กุศลาสัย ปราชญ์ไทยผู้เชี่ยวชาญภารตวิทยาและภาษาฮินดี แปลหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นภาษาไทยว่า “ข้าพเจ้าทดลองความจริง : อัตชีวประวัติของมหาตมะ คานธี” พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อปี 2525 ตอนท้ายเล่มได้ถอดความ “บาป 7 ประการในทัศนะคานธี” ไว้เป็นภาษาไทย
1.เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ
2.หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด
3.ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน
4.มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี
5.ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลธรรม
6.วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์
7.บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=294567 

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

สันโดษ khaosod

สันโดษ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

สันโดษคือ ความยินดี ความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ 

พอใจยินดีในสิ่งที่ตนได้มาด้วยความชอบธรรม 

คนที่มีความสันโดษเป็นคนที่เป็นอยู่เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย 

มีความขยันหมั่นเพียร เพื่อให้หน้าที่การงานก้าวหน้าอยู่เสมอ



สันโดษมี 3 ลักษณะ คือ 



1. ยถาลาภสันโดษ ความยินดีตามได้คือ ความยินดีพอใจในสิ่งที่ตนได้ 

ได้เท่าไหร่ก็ยินดีพอใจเท่านั้น แต่มิได้หยุดความเพียรพยายาม 

ยังคงปฏิบัติหน้าที่การงานต่อไป 



ในข้อนี้ เป็นการฝึกจิตใจของเราให้ยินดีพอใจในสิ่งที่กำลังได้รับอยู่ 

ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน หรือลาภผลใดๆ เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจ ไม่เกิดความทุกข์ 

เมื่อไม่ได้มากเท่าที่คาดหวัง เพราะคนเรามักจะไม่พอใจในสิ่งที่ได้รับ 

คิดว่าน่าจะได้มากกว่านี้ น่าจะได้ดีกว่านี้ ทำไมคนนั้นได้มากกว่าเรา 

ทำไมคนนี้จึงได้ดีกว่าเรา การฝึกใจให้รู้จักพอใจในสิ่งที่ได้รับ จะทำให้มีความสุขใจ



2. ยถาพลสันโดษ ความยินดีตามกำลังคือ ความยินดีพอใจในกำลังของตน พอใจในความรู้ 

ความสามารถของตน 



ข้อนี้เป็นการฝึกจิตใจของเราให้รู้จักประมาณในกำลังกาย กำลังสติปัญญาของตนว่า 

มีมากน้อยเพียงใด แล้วพยายามแสวงหาให้เต็มที่ ได้มาเท่าใดก็พอใจเท่านั้น 

โดยไม่คิดเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ฉ้อฉลคดโกงผู้อื่น



3. ยถาสารุปสันโดษ ความยินดีตามสมควรแก่ภาวะของตนคือ 

ความยินดีพอใจในสิ่งที่สมควรเหมาะแก่ตน 



ข้อนี้เป็นการฝึกจิตใจของเราให้รู้จักคำว่าพอ เพราะความโลภของคนเรา ไม่มีขอบเขต 

ได้เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ท่านจึงกล่าวไว้ว่า พรหมโลกก็ต่ำเกินไป 

จักรวาลก็แคบเกินไป ไม่พอจะใส่ความโลภได้หมด การมีสันโดษข้อนี้ 

จะช่วยให้เรารู้จักฝึกจิต ควบคุมให้รู้จักความพอเหมาะพอควร 

ว่าเรามีความรู้ความสามารถเท่านี้ มีฐานะเท่านี้ อยู่ในภาวะนี้ ควรมี ควรได้อะไร 

ควรใช้อะไร



จะเห็นได้ว่าความสันโดษ เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ การใช้สอยปัจจัย 4 

เครื่องเลี้ยงชีพ และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ ซึ่งต้องแสวงหามาตามทำนองคลองธรรม 

ไม่ฉ้อฉล ไม่คดโกง เมื่อได้มาแล้ว ก็ใช้สอยแต่พอสมควร แต่ก็ไม่ฝืดเคือง 

ไม่ใช้จ่ายเลย



พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มีความสันโดษในเรื่องของปัจจัยเครื่องเลี้ยงชีวิต 

แต่ในเรื่องการปฏิบัติธรรม ทรงสอนไม่ให้มีความสันโดษคือ 

ไม่ให้พอใจในคุณธรรมชั้นต้นๆ ทรงสอนให้เพียรพยายามเพื่อบรรลุคุณธรรมที่สูงๆ ขึ้นไป 

จนกว่าจะถึงชั้นสูงสุด ดังจะเห็นได้จากพระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกก็ดี 

ล้วนแต่มีจิตใจ ไม่พอใจในคุณธรรมชั้นต่ำๆ ทั้งนั้น 

พระพุทธเจ้าเมื่อตอนไปศึกษาในสำนักของอาฬารดาบส และอุทกดาบส 

ก็ไม่ทรงพอพระทัยในคุณพิเศษที่ได้รับ พระองค์ไม่ทรงย่อท้อ เพียรพยายามยิ่งขึ้น 

จนในที่สุดยอมสละพระชนม์ชีพ 

โดยทรงอธิษฐานว่าเมื่อยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด จักไม่ลุกขึ้นเพียงนั้น 

เนื้อและเลือดจะเหือดแห้ง เหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามที 

ทั้งนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า การศึกษาหาความรู้ 

หรือการปฏิบัติธรรมนั้นต้องใช้ความเพียรพยายามเรื่อยไป 

ไม่ให้มีความสันโดษพอใจเท่าที่เรียนรู้มา



พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร 

www.watdevaraj.com

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตะกายดาว


อยากจะเป็นจะมุ่งไป
เป็นอะไรดีดีสักอย่าง
คงจะมีหนทาง ก็ฝันกันไป
อยากจะเป็น คนสำคัญ คงสักวันจะก้าวไกล
ไปเป็นดาวดวงใหญ่จะโด่งจะดัง

แม้จะล้มก็คิดจะคลาน
เหงื่อจะซ่านกระเซ็น
ก็คิดแล้วคุ้มจะขอไปเป็นอย่างหวัง
จะร้อนหรือหนาวก็พร้อมจะทนจะไปเป็นคนยิ่งใหญ่
ก็ค้นกันไป หากันไปหนทาง

ก็อยากจะดังมันจึงต้องไป
ในเมื่อใจมันเอาซะอย่าง
ยอมทำทุกทางตะเกียกตะกาย
ฮึม... ตะเกียกตะกาย

แม้จะล้มก็คิดจะคลาน
เหงื่อจะซ่านกระเซ็น
ก็คิดแล้วคุ้มจะขอไปเป็นอย่างหวัง
จะร้อนหรือหนาวก็พร้อมจะทนจะไปเป็นคนยิ่งใหญ่
ก็ค้นกันไป หากันไปหนทาง

ก็อยากจะดังมันจึงต้องไป
ในเมื่อใจมันเอาซะอย่าง
ยอมทำทุกทางตะเกียกตะกาย
ฮึม... ตะเกียกตะกาย

ทะยานอยาก khaosod

ทะยานอยาก 

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ได้ เพราะอาศัยเหตุ คือ ความทะยานอยาก ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ความทะยานอยากยังบุคคลให้เกิด

ความทะยานอยากนี้ นอกจากทำบุคคลให้เกิดแล้ว ยังปกคลุมหมู่สัตว์ให้วุ่นวาย ยุ่งเหยิง คิดประกอบกรรมทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง 

คนมีกิเลส ย่อมถูกความทะยานอยากทำให้ยุ่งวุ่นวายคล้ายกับด้ายที่ยุ่งแล้ว ขอดกันเป็นปมจนแก้ไม่ออก 

ความอยากนั้น ย่อมทะยานดิ้นรนไปต่างๆ เหมือนกับกระต่ายที่ติดบ่วงของนายพราน ย่อมดิ้นรนไป 

ความทะยานอยาก ดิ้นรน ทำให้บุคคลสะดุ้งหวั่นไหว ทำชั่วบ้าง ทำดีบ้าง คนที่มีความทุกข์ความเดือดร้อน ก็เพราะความทะยานอยาก 

ความทะยานอยาก มี 3 ประการ คือ 1.ความทะยานอยากดิ้นรนค้นหา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มีกิเลสเป็นเหตุใคร่และความยินดียินร้าย 2.ความอยากมีอยากเป็น คือ อยากเป็นนั่น เป็นนี่ อยากได้สิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นเรื่องดีบ้าง ชั่วบ้าง และ 3.ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น เพราะมองเห็นทุกข์โทษ 

บรรดาความทะยานอยากทั้ง 3 นั้น ความอยากมีอยากเป็น นับว่าเป็นตัวสำคัญ ทำให้เกิดความทะยานอยากดิ้นรนและความไม่อยากมีไม่อยากเป็น ทำให้ทำกรรมชั่วบ้างดีบ้าง ไม่มีที่สิ้นสุด 

คนที่ถูกความทะยานอยากเข้าครอบงำแล้ว ก็เหมือนคนตาบอด มองไม่เห็นประโยชน์และโทษ แต่โดยมากจะมองเข้าข้างตัว แม้ตนจะทำชั่วก็ยังคิดว่าทำดี 

ความอยากนี้ ถ้าอยากทำดีทำประโยชน์ ไม่ให้เกิดทุกข์โทษแก่ใคร ก็นับว่าเป็นความ ทะยานอยากในฝ่ายดี เช่น คิดจะทำตนให้เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยเกื้อกูลผู้อื่นให้ได้รับความสุข รอดพ้นจากความทุกข์ยาก ก็เป็นที่น่ายกย่องสรรเสริญได้

ความทะยานอยากนี้ ถ้าบุคคลใช้ในทางที่ดี มีประโยชน์ ไม่ให้เกิดทุกข์แก่ตนและบุคคลอื่น ก็จัดเป็นความอยากฝ่ายดี ถ้าความทะยานอยากในทางก่อกรรมทำชั่ว ให้เกิดโทษแก่ตนและคนอื่นแล้ว ก็จัดเป็นความอยากฝ่ายชั่ว เช่น โลภอยากได้สิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตน มีการคดโกงหลอกลวงลักทรัพย์ และประพฤติผิดในสามีภรรยาของผู้อื่นเป็นต้น

อย่างนี้ก็เป็นความทะยานอยากฝ่ายที่ร้ายแรง บุคคลจะละหรือบรรเทาความอยากให้หมดไปหรือให้เบาบางน้อยลง ก็คงต้องใช้คุณธรรม คือ ศีล สมาธิ และปัญญา 

แท้จริง ความทะยานอยากนี้ เกิดขึ้นภายในจิตใจของบุคคลแล้ว แสดงออกมาภายนอก มีการก่อกรรมทำชั่ว ทำความเดือดร้อนให้แก่ตนและคนทั่วไป คนที่มีความทะยานอยากมาก ก็ทุกข์มาก คนที่มีความทะยานอยากน้อยก็ทุกข์น้อย คนที่ละความทะยานอยากได้ก็หมดทุกข์ หมดความเดือดร้อน ดังพระพุทธเจ้าของเราเป็นตัวอย่าง พระองค์ทรงปราศจากตัณหาความทะยานอยากแล้ว จึงทรงมีแต่ความสุข ไม่เดือดร้อนยุ่งทั้งภายในและภายนอก แต่ทรงสงบทั้งภายในและภายนอก

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

ประวัติวันมาฆบูชา from http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538722918&Ntype=46


ประวัติวันมาฆบูชา ในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 9 เดือนขณะนั้นเมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมที่ถ้ำสุกรขาตาแล้ว เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน 3ในเวลาบ่ายพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า มาประชุม พร้อมกัน ณ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ


วันมาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า "มาฆปุรณมีบูชา" แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 3 ถือเป็น "วันจาตุรงคสันนิบาต" แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ 4 ซึ่งเป็นเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในสมัยพุทธกาล คือ


 1.วันมาฆบูชา เป็นวันที่ พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป ซึ่งจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่างๆ ได้เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันเพ็ญกลางเดือน 3 พระจันทร์เต็มดวง)  


2.วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูปเหล่านี้ ล้วนเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ทรงอภิญญา 6 และเป็นพระสงฆ์ที่ได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ซึ่งเรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"  


3.พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย กันในวันมาฆบูชานี้ 


4.วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเทศนา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ "โอวาทปาติโมกข์" 


     โอวาทปาติโมกข์ เป็นหลักคำสอนอันเป็นหลักหรือหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา ซึ่งได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม ทำจิตใจให้หมดจดบริสุทธิ์ผ่องใส เป็นการปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ


 การประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา ในวันมาฆบูชา
โดยทั่วไปจะนิยมทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา รับศีล รับพร ถวายสังฆทาน เวียนเทียนรอบอุโบสถ กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา คือ ทำบุญใส่บาตร, ปฏิบัติธรรม และฟังธรรมเทศนา, เวียนเทียนที่วัด หรือตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการจัดงาน, ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัวสืบไป


การเตรียมตัวก่อนประกอบพิธีเวียนเทียน ในวันมาฆบูชา วันขึ้น 15 ค่ำ 3


1. อาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้เบิกบาน


2. แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับสถานที่


3. เตรียมดอกไม้ ธูป เทียน ตลอดจนเครื่องบูชาให้เรียบร้อย


4. เมื่อถึงวัดแล้วควรอยู่ในอาการสำรวม ไม่พูดคุยหยอกล้อ วิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมอันไม่เหมาะสม


เวียนเทียนรอบที่ 1 รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยภาวนาบท อิติปิโส ภะคะวาฯ ไปจนจบ เพื่อให้จิตใจมีสมาธิ


เวียนเทียนรอบที่ 2 รำลึกถึงคุณพระธรรม ภาวนาบทสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมฯ ไปจนจบ


เวียนเทียนรอบที่ 3 รำลึกคุณพระสงฆ์ ภาวนาบทสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ ไปจนจบ ระหว่างนั้นต้องทำจิตใจให้สงบ แน่วแน่กับบทบูชา เมื่อเวียนเทียนครบ 3 รอบแล้ว นำดอกไม้ธูปเทียนไปวางในจุดที่กำหนด


ปัจจุบัน วันมาฆบูชา เป็นวันหยุดราชการ ของประเทศไทย

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

เห็นผิดเห็นชอบ khaosod


เห็นผิดเห็นชอบ

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


ความเห็นผิดได้แก่ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรมทุกประการ จำแนกออกเป็น 3 คือ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ ความเห็นว่าหาเหตุมิได้ ความเห็นว่าไม่มี

คนบางคนมีความเห็นว่า จะทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นอกุศลฝ่ายชั่ว ถ้าไม่มีใครรู้ใครเห็น จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ก็ไม่มีโทษ ต่อเมื่อมีคนรู้ มีคนเห็น จับได้ ไล่ทัน ต่างหากจึงให้โทษ ส่วนที่จัดว่าเป็นกุศลฝ่ายดี ถ้าไม่มีคนรู้ ไม่มีคนเห็น ไม่มีใครให้รางวัล ไม่มีคนยกย่องสรรเสริญ ก็ไม่ให้คุณ ต่อเมื่อมีคนรู้ มีคนเห็น มีคนให้รางวัล มีคนยกย่องสรรเสริญ จึงจะให้คุณได้

บางคนเห็นว่า จะได้ดีหรือได้ชั่ว ขึ้นอยู่กับคราวเคราะห์ดี หรือเคราะห์ร้าย ถึงคราวเคราะห์ดี ทำอะไรนิดหน่อย ก็มีคนชมสรรเสริญ ช่วยอุปถัมภ์เลี้ยงดู ลาภ ยศ สุข สรรเสริญก็ย่อมเกิดขึ้น

แต่ถึงคราวเคราะห์ ทำดีมีแต่คนติ ขัดขวางตัดรอนเสียทุกทาง ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็เกิดขึ้นตามกัน

บางคนเห็นว่า สัตว์ บุคคล ไม่มี ต่างกันเป็นแต่ธาตุประชุมกัน การเกื้อกูลกัน หรือทำร้ายกัน ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป

ความเห็นผิด 3 อย่างนี้ เป็นความเห็นอันดิ่งลง ยากที่จะถอนได้

ปัญญาอันเห็นชอบคือ เห็นอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ มี 2 หมวด คือ ทุกข์ประจำตัว คือ ความเกิด ความแก่ และความตาย มีเหมือนกันหมดทุกคน

ทุกข์จร มี 8 อย่างคือ ความโศก ความร้องไห้รำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ การประจวบกับสิ่งที่ไม่น่ารัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ปรารถนาไม่สมหวัง ทุกข์เหล่านี้บางคนมีมากเพราะยึดถือมาก บางคนมีน้อยแล้วแต่เหตุการณ์

ทุกขสมุทัย คือ เหตุให้ทุกข์เกิดที่เรียกว่า ความอยากได้ อยากพ้น มี 3 อย่างคือ ความอยากได้ในกาม ความอยากเป็น และความไม่อยากเป็น ความอยากทั้ง 3 นี้ ทำจิตให้สะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ บุคคลถูกความอยากครอบงำแล้ว ย่อมดิ้นรนเหมือนกระต่ายถูกนายพรานดักได้ ย่อมดิ้นรน

ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ การที่จะดับทุกข์ต้องดับที่มูลเหตุของทุกข์ คือ ความอยาก เมื่อความอยากดับแล้วทุกข์ก็จะดับไปเอง เหมือนการดับไฟต้องดับเชื้อไฟด้วยจึงจะดับสนิท การดับทุกข์ไม่ถูก ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต

มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรค คือปัญญา เป็นเครื่องอบรมกาย วาจา ใจ ให้มีภาวะเป็นกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต เป็นปฏิปทาดำเนินไปสู่ความสงบ สู่ความดับทุกข์ เมื่อได้อบรมให้แก่กล้าแล้ว สามารถบรรลุมรรคผลเป็นที่สุดได้

บุคคลผู้มีความเห็นชอบ มีปัญญาพิจารณาลักษณะของสภาวธรรมทั้งหลายอย่างถูกต้องในอริยสัจ 4 ประการแล้ว ย่อมกำจัดหมอกเมฆคือ ความเห็นผิดได้

ดังนั้น ปัญญาย่อมส่งผลให้ถึงความบริสุทธิ์แห่งชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนจะบริสุทธิ์ได้เพราะปัญญา หมายความว่า ชีวิตของคนจะหมดจดผ่องใส เพราะอานุภาพแห่งปัญญานั่นเอง

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

โลกธรรม khaosod


โลกธรรม

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙) วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร


ธรรมประจำโลก หรือเรื่องเป็นของมีอยู่ประจำโลก เรียกว่า โลกธรรม ทุกคนในโลกย่อมถูกโลกธรรมกระทบทั้งนั้น ไม่มีใครพ้นไปได้ เหมือนคนลงสู่ทะเลแล้วหลีกคลื่นทะเลไม่พ้น

โลกธรรมจึงเปรียบเหมือนคลื่นของโลก ที่ซัดมนุษย์และสัตว์ให้เต้นไปตามจังหวะและแรงของมัน แบ่งไว้เป็น 8 อย่าง เป็นฝ่ายที่น่าพอใจน่าชอบใจ และฝ่ายที่ไม่น่าพอใจ ไม่น่าชอบใจ

ฝ่ายที่น่าพอใจน่าชอบใจ มี 4 คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นส่วนสมบัติ ส่วนฝ่ายที่ไม่น่าพอใจไม่น่าชอบใจ มี 4 คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ประสบทุกข์ เป็นวิบัติ

โลกธรรม 8 ประการแบ่งเป็นคู่ได้ 4 คู่ คือ

คู่ที่ 1 ได้ลาภ เสื่อมลาภ ลาภ หมายถึง การได้สิ่งอันพึงใจ ต้องการสิ่งใดเมื่อได้สิ่งนั้น จัดว่าได้ลาภ สิ่งที่ได้มานั้น อาจเป็นบุคคล สิ่งของหรือเงินทองก็ได้ ลาภหรือสิ่งที่ได้มานั้น ที่รู้สึกว่าเป็นลาภ เพราะได้สิ่งอันพึงพอใจ หรือเพราะใจต้องการ เมื่อสิ่งที่ตนได้มาแล้วนั้น มีอันวิบัติขัดข้อง สูญหายไปตามธรรมดาของสังขารที่ต้องเสื่อม เช่น เสียเงิน เสียที่อยู่อาศัย สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คือ เสื่อมลาภ

คู่ที่ 2 ได้ยศ เสื่อมยศ ยศ แปลว่า ความยิ่ง ยิ่งด้วยความเป็นใหญ่เรียกอิสริยยศ ยิ่งด้วยชื่อเสียงคุณความดีเรียกเกียรติยศ ยิ่งด้วยบริวารพวกพ้องเรียกบริวารยศ อิสริย ยศ ยศคือความเป็นใหญ่ ความเป็นหัวหน้า เกียรติยศ ยศคือคุณงามความดี ชื่อเสียงอันเกิดจากความดี เช่นทำประโยชน์แก่สังคม บริวารยศ ยศคือบริวาร พวกพ้อง มีบริวารมาก มีคนนับถือรักใคร่ ยศเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งมีเกิดมีดับ เป็นเรื่องธรรมดา ผู้ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ อาจกลายเป็นคนอัปยศไร้ยศ หมดอำนาจวาสนา ถูกถอดจากยศ ลดหรือปลดตำแหน่งหน้าที่ ตกจากความเป็นใหญ่ คือเสื่อมยศ

คู่ที่ 3 ได้รับสรรเสริญ ถูกนินทา สรรเสริญ ได้แก่ การกล่าวถึงความดีต่อหน้าหรือลับหลัง การได้ยินได้ฟังคำสรรเสริญ คำยกย่องเทิดทูนที่คนอื่นเขาให้ คือได้รับสรรเสริญ การสรรเสริญเป็นที่พอใจของผู้ได้รับ ทำให้ใจเบิกบานมีความสุข ตรงกันข้ามกับนินทา ซึ่งไม่มีใครชอบ นินทาได้แก่การพูดถึงความไม่ดีของผู้อื่นในที่ลับหลัง ด้วยเจตนาจะประจานความไม่ดีของเขาเท่านั้น นินทาและสรรเสริญ นับว่าเป็นมายาธรรมไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้เร็ว เพราะเราทำถูกใจเขา หรือเขาชอบ พอเรา เขาก็สรรเสริญ พอเขาไม่ชอบก็นินทาว่าร้าย

คู่ที่ 4 ได้สุข ได้ทุกข์ โลกธรรมคู่นี้เป็นคู่รวมยอด คือ สภาพความเป็นอยู่ของคนเรา เมื่อกล่าวโดยรวบยอดแล้ว มีอยู่ 2 สภาพคือ สุขและทุกข์ ความสุข ความทุกข์ จะเกิดขึ้นแก่เราสลับกันไป ยามใดที่มีความสุข พึงรู้เถิดว่า ความทุกข์จะมาแน่เมื่อหมดสุขแล้ว เมื่อใดตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ ก็พึงปลอบใจตนเองเถิดว่า ต่อจากความทุกข์ก็จะเป็นความสุข ทุกคนชอบความสุขไม่ชอบความทุกข์ คนที่ไม่เข้าใจเรื่องโลกธรรมย่อมเพลิดเพลินหลงใหลเมื่อได้สุข แต่กลับซบเซา เศร้าหมอง เมื่อประสบกับความทุกข์ แต่ผู้พิจารณาด้วยปัญญาย่อมรู้ว่า ที่จริงมนุษย์ต้องสุขบ้างทุกข์บ้าง เพราะความหลงของตนที่มีต่อสิ่ง สมมติ ละความพอใจและความไม่พอใจเสีย ทำใจให้เป็นกลางวางเฉยได้ ย่อมเป็นสุข

โลกธรรมมีลาภ เป็นต้น ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วก็ดับไป ไม่ควรยินดีเมื่อได้ และไม่ควรยินร้ายเมื่อเสื่อม แต่ควรรู้เท่าทันตามความเป็นจริง