วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อานิสงส์การรักษาศีล khaosod


อานิสงส์การรักษาศีล

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


คําว่า "ศีล" คือ การสำรวมระวังกาย และวาจา ให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษ กล่าวคือ เจตนางดเว้นจากความประพฤติปฏิบัติที่เป็นการเบียดเบียนตนเอง และผู้อื่นให้เดือดร้อนเสียหาย



ศีล นั้นคู่กับ ธรรม ศีลเป็นข้อห้าม ส่วนธรรมเป็นข้อปฏิบัติ ดังเช่น



เบญจศีล คือ ศีล 5 เป็นข้อห้ามประพฤติปฏิบัติอันเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น 5 ข้อ สำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน ได้แก่



1. ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต



2. ห้ามลักฉ้อหรือคดโกง



3. ห้ามประพฤติผิดในกาม



4. ห้ามพูดปด



5. ห้ามเสพสุรา และสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท



เบญจกัลยาณธรรม คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นคุณธรรมของคนดี 5 ข้อ ตรงกันข้ามกับความประพฤติผิดศีล ได้แก่



1. ความเป็นผู้มีเมตตากรุณาธรรมต่อผู้อื่น ไม่คิดประหัตประหารกัน



2. การให้ทาน และการประกอบสัมมาอาชีวะ



3. ความมีสันโดษในคู่ครองของตน



4. การกล่าวแต่วาจาที่จริง



5. การมีสติสัมปชัญญะ รู้ผิดชอบชั่วดี รู้บาป-บุญคุณ-โทษ รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อม แห่งชีวิตตามที่เป็นจริง



อานิสงส์ของการรักษาศีล คือ ความสำรวมระวังกาย และวาจาให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ พระพุทธเจ้าได้ตรัสอานิสงส์ของศีล มีเป็นต้นว่า



1. ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเจริญด้วยโภคทรัพย์ มีความไม่ประมาทเป็นเหตุ



2. กิตติศัพท์อันงามของผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมฟุ้งขจรไป



3. ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล จะเข้าสู่บริษัทหรือ สมาคมใดๆ ก็ตาม ย่อมเป็นผู้องอาจ ไม่เคอะเขินเข้าไป



4. ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ไม่หลงทำกาลกิริยา คือไม่หลงตาย



5. ผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์



ส่วนผู้ประพฤติผิดศีล ย่อมได้รับผลตรงกันข้าม กล่าวคือ ชีวิตย่อมหาความเจริญและสันติสุขแท้จริงมิได้ ย่อมนับวันแต่จะถึงความเสื่อมแห่งชีวิต และย่อมได้ประสบแต่ความทุกข์เดือดร้อน เพราะผลแต่อกุศลกรรมที่ตนประพฤติผิดศีล ผิดธรรมนั้น มากน้อยตามความหนักเบาแห่งบาปอกุศลที่ตนกระทำผิดศีล



เพราะเหตุนั้น บัณฑิตผู้รู้ ผู้มีสติปัญญาอันเห็นชอบ จึงเป็นผู้มีศีล และรักษาศีลให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ย่อมเจริญด้วยโภคทรัพย์ กิตติศัพท์อันงามย่อมฟุ้งขจรไป จะเข้าสู่บริษัทหรือสมาคมใดๆ ย่อมเป็นผู้องอาจ เป็นผู้ไม่หลงทำกาลกิริยา คือ ไม่หลงตาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดาวเหนือ จากข่าวสด


ดาวเหนือ
รู้ไปโม้ด
nachart@yahoo.com

ดาวเหนือ หรือ ดาวโพลาริส (Polaris หรือ (Cynosura) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมีเล็ก และอยู่ใกล้กับขั้วฟ้าเหนือ จึงปรากฏเหมือนอยู่นิ่งกับที่บนท้องฟ้า (แท้จริงเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น เพราะแกนหมุนของโลกมีการส่าย) และการที่ดาวเหนืออยู่ในทิศทางที่เกือบจะเป็นทิศทางเดียวกับแกนหมุนของโลก ดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ จึงดูเหมือนเคลื่อนที่วนเป็นวงกลมรอบดาวเหนือ และนักสำรวจอาศัยดาวเหนือในการเดินเรือ



ปัจจุบันดาวเหนือไม่ได้อยู่ตรงกับขั้วฟ้าเหนือ แต่ห่างจากขั้วฟ้าเหนือเล็กน้อย (ไม่เกิน 1 องศา) จึงเคลื่อนที่เป็นวงกลมเล็กๆ ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2 องศา มีเพียง 2 เวลาในวันหนึ่งๆ ที่ดาวเหนืออยู่ตรงกับทิศเหนือพอดี ส่วนในเวลาอื่นต้องอาศัยตารางคำนวณเพื่อหาทิศเหนือที่แม่นยำ



ทั้งนี้ แท้จริงแล้วดาวเหนือไม่ได้บอกทิศเหนือตลอดไป การที่แกนหมุนของโลกส่ายคล้ายลูกข่างด้วยคาบ 26,000 ปี ทำให้ดาวฤกษ์ดวงอื่นเคยเป็นดาวเหนือมาก่อน เช่น ดาวทูแบนในกลุ่มดาวมังกร ส่วนในอนาคตจะเป็นดาวเวกาในกลุ่มดาวพิณ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอันใกล้นี้ ยังสามารถใช้ดาวเหนือบอกทิศเหนือได้ต่อไป โดยที่ดาวเหนือจะอยู่ใกล้ขั้วฟ้าเหนือมากที่สุดในปี ค.ศ.2100 ด้วยระยะห่างไม่เกินครึ่งองศา



เราค้นหาดาวเหนือได้จากการลากเส้นตรงผ่านดาว 2 ดวงของกลุ่มดาวหมีใหญ่ ไปหาดาวเหนือได้ เรียกดาว 2 ดวงนี้ว่า ดาวชี้ (Pointers) หรือไม่ก็ลากเส้นผ่านแบ่งครึ่งผ่านกลางกลุ่มดาวแคส ซิโอเปียที่มีรูปร่างเหมือนตัวอักษร W



การเป็นที่รู้จักของดาวเหนือ ทำให้คนจำนวนมากคิดว่าดาวเหนือเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในท้องฟ้า แต่ในความเป็นจริง ดาวเหนือเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างเป็นอันดับที่ 47 ส่วนดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในท้องฟ้า (ยกเว้นดวงอาทิตย์) คือดาวซิริอัส



ข้อมูลจากดาวเทียมฮิปปาร์คอส พบว่าดาวเหนืออยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทาง 431 ปีแสง (132 พาร์ เซก) เป็นดาวยักษ์ใหญ่หรือดาวยักษ์ที่มีฤกษ์จางๆ 2 ดวงเป็นสหาย



ดวงแรกมีชนิดสเปกตรัม F3 V อยู่บนแถบลำดับหลัก ห่างจากดาวแม่ประมาณ 2,000 หน่วยดาราศาสตร์ อีกดวงอยู่ใกล้กว่าด้วยกึ่งแกนเอกของวงโคจรเพียง 5 หน่วยดาราศาสตร์



ดาวเหนือเป็นดาวฤกษ์ดาวแปรแสงดวงหนึ่ง ราวปี ค.ศ.1900 ดาวเหนือมีความสว่างขึ้นลงประมาณ 8% (คิดเป็น 0.15 ความส่องสว่าง) ด้วยคาบ 3.97 วัน ปี ค.ศ.2005 ความสว่างเปลี่ยนแปลงเพียง 2% นอกจากนี้ยังมีความสว่างมากกว่าปี ค.ศ.1900 อยู่ประมาณ 15% รวมทั้งคาบก็เพิ่มขึ้นด้วยอัตรา 8 วินาทีต่อปี



ยังมีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า ในยุคที่ "ทอเลมี" (คลอเดียส ทอเลเมอุส หรือที่คนไทยเรียกกันว่า ปโตเลมี-Ptolemy นักภูมิศาสตร์ นักดาราศาสตร์(และนักโหราศาสตร์ชาวกรีกโบราณ) ยังมีชีวิตอยู่ ดาวเหนืออาจสว่างกว่านี้ 2.5 เท่า ซึ่งถ้าหากเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงความสว่างของดาวเหนือ จะสูงเกินกว่าผลการพยากรณ์โดยอาศัยทฤษฎีวิวัฒนาการของดาวฤกษ์



ในท้องฟ้าซีกใต้ ไม่มีดาวฤกษ์สว่างที่อยู่ใกล้ขั้วฟ้าใต้ ดาวที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและอยู่ใกล้ขั้วฟ้าใต้มากที่สุด คือดาวซิกมาออกแทนต์ (บางครั้งเรียกว่า Polaris Australis) อย่างไรก็ตาม คนในซีกโลกใต้สามารถใช้กลุ่มดาวกางเขนใต้ในการคะเนตำแหน่งของทิศใต้