วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อุเบกขาบารมี khaosod


อุเบกขาบารมี

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


การทำความดีอย่างยิ่งด้วยการวางใจเป็นกลางไม่ดีใจเสียใจ ในสัตว์ทั้งหลาย และอารมณ์ที่มากระทบ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา เรียกว่า อุเบกขาบารมี

การวางใจเป็นกลางต่อสรรพสัตว์ เพราะพิจารณาเห็นตามที่เป็นจริงว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครทำสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นย่อมตอบสนองผู้กระทำ เมื่อเห็นใครได้รับผลกรรมในทางไม่ดี ไม่คิดซ้ำเติมเขา พยายามช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์ ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม หรือหากสุดวิสัยที่จะช่วยได้ ต้องวางใจให้ถูก ไม่ใช่เป็นการวางเฉยแบบไม่สนใจ ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

วางใจเป็นกลางในอารมณ์ทั้งสุขและทุกข์ที่มากระทบ ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ไม่หวั่นไหวเหมือนแผ่นดินที่เมื่อคนทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ย่อมเป็นกลางรับได้ในทุกสถานการณ์ฉันใด แม้การทำความดีเพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุด เป็นฉันนั้น

วางใจเป็นกลาง ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสคือ ไม่รัก ไม่ชัง ไม่หลง ไม่กลัว จนเกินไปดำรงอยู่ในความยุติธรรมที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา

อุเบกขา ในพรหมวิหาร คือ ธรรมประจำใจของผู้ใหญ่ มี 4 ประการคือ

1.เมตตา หมายถึง ความรัก ความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข มีไมตรีจิตคิดบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น

2.กรุณา หมายถึง ความสงสาร คิดช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ใฝ่ใจในการบำบัดทุกข์ของผู้อื่น

3.มุทิตา หมายถึง ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข มีความเจริญงอกงามในชีวิตยิ่งขึ้น

4.อุเบกขา หมายถึงความวางเฉย วางใจเป็นกลาง ไม่ดีใจเสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ ดำรงอยู่ในธรรมที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา มีจิตเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง

แนวทางปฏิบัติในพรหมวิหารธรรมข้อนี้ มีข้อจำกัดบุคคลและสถานที่ เปรียบเหมือนมารดาที่มีลูก 4 คน

คนที่หนึ่งยังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่ มารดามีใจรักใคร่เลี้ยงดูเป็นพิเศษ

คนที่สองเจ็บไข้ไม่สบาย มารดาสงสารช่วยเหลือรักษาให้ลูกหายเจ็บไข้ในเร็ววัน

คนที่สามเจริญเติบโตแล้ว มารดามีใจชื่นชมในความงามของลูก

คนที่สี่ทำงานที่มั่นคงดูแลตนเองได้แล้ว มารดาไม่มีความกังวลห่วงใยลูกซึ่งดูแลตนเองได้แล้ว จึงวางใจเป็นกลาง ฉันใด การใฝ่ใจดูแลสัตว์ทั้งหลายที่แสดงออกต่อกัน เพื่อความสุข ความเจริญ เป็นเช่นนั้น

อุเบกขา ในอัปปมัญญา ความวางใจเป็นกลาง ในสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่มีเขตจำกัดบุคคลหรือสถานที่ เป็นบารมีธรรมที่เติมเต็มบารมีข้ออื่น ให้สมบูรณ์ สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้

อานิสงส์แห่งการเจริญอุเบกขาบารมี 11 ประการคือ

1.นอนหลับมีความสุข

2.ตื่นอยู่มีความสุข

3.นอนหลับไม่ฝันร้าย

4.เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

5.เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย

6.เทวดารักษาคุ้มครอง

7.ไม่มีอันตราย เพราะ ไฟ ยาพิษ หรือศัตราวุธ

8.จิตมีสมาธิตั้งมั่นเร็ว

9.สีหน้าผ่องใส

10.ไม่หลงในขณะใกล้เสียชีวิต

11.เมื่อยังไม่บรรลุธรรมอันสูงสุด ย่อมเกิดในพรหมโลก

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สุข khaosod


สุข

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


สุข เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และพากันแสวงหาด้วยวิธีการต่างๆ ตามแต่ระดับสติและปัญญาที่จะอำนวยให้ได้ แต่ถ้าระดับสติและปัญญาอ่อนลงมากเท่าไร การแสวงหาความสุขนั้น ก็ย่อมจะพาเอาความทุกข์ พ่วงเข้ามาด้วยมากเข้าเท่านั้น

บางคนไปหลงเสพความทุกข์ แต่เข้าใจว่าเป็นความสุข เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ โดยหลงไปว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นสุข กว่าจะรู้ตัวก็เกิดโรคร้ายแรงเสียแล้ว ชีวิตทั้งชีวิตก็มาดับสลายลง กับสิ่งที่ไร้สาระ อย่างน่าเวทนายิ่งนัก

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนเรื่องของความสุขไว้มากมาย เช่น

สุขเกิดแต่การมีทรัพย์ มีความภูมิใจ สุขใจที่ตนมีโภคทรัพย์ เพราะทรัพย์เป็นเหตุให้ปลื้มใจ คือความสมบูรณ์ในปัจจัย 4 คนมีทรัพย์ย่อมได้รับความสุข แต่ต้องรู้จักการใช้สอยทรัพย์สมบัตินั้น กล่าวคือการใช้จ่ายในทรัพย์สินเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ ถ้าไม่รู้จักใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ ก็หาความสุขมิได้ มีแต่ความเดือดร้อน กังวลใจในการรักษาทรัพย์สมบัติ

สุขเกิดแต่การใช้จ่ายทรัพย์บริโภค มีทรัพย์แล้วไม่จับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่ควรใช้สอยก็ไม่มีความสุข การใช้จ่ายทรัพย์ จึงจัดว่าเป็นความสุขชนิดหนึ่งของคน ผู้ที่ไม่มีปัญญาย่อมใช้สอยทรัพย์โดยไม่คำนึงถึงความหมดเปลือง ไม่รู้จักประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สมบัติก็มีแต่อันจะต้องสิ้นไปหมดไป

ส่วนผู้มีปัญญาย่อมใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ รู้จักประมาณในการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่าย ให้พอเหมาะกับรายได้กับที่ตนได้รับ และให้เหลือพอที่จะอดออม เป็นทุนสะสมสำหรับชีวิตครอบครัว

สุขเกิดแต่การไม่ต้องเป็นหนี้ หนี้คือสิ่งที่ตกค้างจะต้องชำระเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และทำให้เกิดความทุกข์ คนมีหนี้จะเกิดอาการหวาดผวา นอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ คนมีหนี้สินมากๆ สังคมจะขาดความเชื่อถือ ไม่เป็นที่ยอมรับ ยิ่งไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญาหรือตามที่กฎหมายกำหนด ก็จะกลายเป็นคนล้มละลาย เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะยากจนก็ตาม แต่การไม่มีหนี้สินใคร จัดว่าเป็นความสุขใจอย่างหนึ่ง

สุขเกิดแต่การทำงานที่ปราศจากโทษ การประกอบการงานที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม แม้ว่าจะมีทรัพย์สินเงินทองมาก ก็ไม่มีความภูมิใจในทรัพย์สินเหล่านั้น และหาความสุขใจอย่างแท้จริงไม่ได้ ผู้ที่ทำงานปราศจากโทษย่อมจะมีความสุข เพราะเป็นงานที่สุจริต ไม่ผิดต่อกฎหมาย และศีลธรรม ไม่เป็นที่เดือดร้อนแก่ใครๆ คนที่ทำงานที่ปราศจากโทษนั้น ย่อมได้รับความสุข เพราะไม่ต้องหวาดผวา

ความสุขจะเกิดมีขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกัน อย่าเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนกันและกัน ให้คำนึงถึงส่วนรวมคือประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อช่วยกันสร้างประเทศชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง เพราะเมื่อประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองแล้ว เราก็มีความสุขโดยถ้วนหน้า

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทุกข์ khasod


ทุกข์

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร/ www.watdevaraj.com


ทุกข์ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากส่วนประกอบของชีวิตไม่สมดุลกัน โดยส่วนมากมุ่งหาแต่ทรัพย์อย่างเดียว ได้มากเท่าไรก็ยังไม่พอ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ถูกธรรม จะถูกดูหมิ่นอย่างไรก็ไม่ใส่ใจ ขอเพียงให้ได้ทรัพย์มาสนองความต้องการของตนเท่านั้น ซึ่งเป็นรูปแบบของความทุกข์มากขึ้น และทำให้เกิดปัญหาไม่รู้จักหมดสิ้น



ความอยากได้สิ่งต่างๆ นี้เป็นความรู้สึกทุกข์ที่มีอยู่ประจำใจของมนุษย์ ตั้งแต่เป็นเด็กจนกระทั่งเติบใหญ่ และเมื่อเติบใหญ่ขึ้นแล้วความอยากได้สิ่งต่างๆ มากขึ้นตามลำดับ อยากได้อย่างนั้น อยากได้อย่างนี้ จนกระทั่งตนเองก็หาให้แก่ตนเองไม่ทัน คือ ความอยากมันพองตัวมากขึ้น ยิ่งเมื่อมีครอบครัวแล้วความต้องการซึ่งเคยมีเพื่อตนเองคนเดียวกลับถูกขยายโครงการออกไปอีก เป็นความต้องการเพื่อคนอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนาจะเกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนนานาประการ



ความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งปวงที่เกิดมีแก่มนุษย์ทุกวันนี้ เมื่อสืบหามูลเหตุแล้ว ล้วนแต่เกิดจากความอยากทั้งสิ้น พระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า ภิกษุทั้งหลาย เหตุเกิดแห่งทุกข์นี้ เป็นความจริงของพระอริยเจ้า ได้แก่ ความอยากอันเป็นเหตุให้มีภพใหม่ พัวพันกับความกำหนัดยินดี ในอารมณ์นั้นๆ คือ ตัณหา 3 ประการ



- กามตัณหา ความอยากได้อย่างนั้น อยากได้อย่างนี้



- ภวตัณหา ความอยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้



- วิภวตัณหา ความอยากไม่เป็นอย่างนั้น อยากไม่เป็นอย่างนี้



ตัณหา 3 ประการนี้เป็นมูลเหตุให้เกิดความอยากและเหตุความทุกข์ทั้งปวง



ความอยากนี้เป็นเพียงธรรมที่จรมาเกิดร่วมกับจิต เมื่อจะเกิดก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัยเป็นเครื่องอาศัยก็เกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งที่เป็นปัจจัยให้เกิดความอยากนั้น ได้แก่ รูปพรรณสัณฐานทรวดทรงที่สวยสดงดงามตา เสียงที่ไพเราะเสนาะโสตจับใจ กลิ่นที่หอมหวนชวนให้ชื่นใจ รสที่ดีที่อร่อยชวนให้บริโภค สัมผัสที่อ่อนนุ่ม ตลอดถึงลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุข เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นอารมณ์ที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจเพราะเป็นเครื่องยั่วยวนชวนใจให้เกิดความลุ่มหลง ให้เกิดความอยากได้ ทำใจให้ดิ้นรนแสวงหาอารมณ์ที่ปรารถนาอยากได้นั้น เมื่อได้แล้วมิใช่ว่าจะพอเพียงนั้น ย่อมทะยานอยากแสวงหาอย่างอื่นๆ ต่อไปอีก



ความอยากนี้เกิดขึ้นอยู่ร่ำไป ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ความอยากมีอารมณ์ไม่มีที่สิ้นสุด และความอยากที่เกิดขึ้นแล้วนั้นถ้าบุคคลไม่รู้เท่าทัน ไม่คอยควบคุมไว้ ปล่อยให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น ย่อมมีอำนาจบังคับใจให้ทำอะไรได้ไม่มีขีดจำกัด ทำให้ผู้นั้นไม่รู้เหตุผลตามความเป็นจริง มีแต่ความมืดมน ไม่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกหรือผิด

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

จิตผ่องใส khaosod


จิตผ่องใส

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร /www.watdevaraj.com


พุทธภาษิตว่า จิตนี้เป็นธรรมชาติประภัสสร คือ ผ่องใส แต่จิตนี้เศร้าหมองไปเพราะกิเลสทั้งหลายที่จรมา

คำว่า จิตประภัสสร หรือผุดผ่อง หมายถึง จิตที่ปราศจากนิวรณ์ 5

นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้น หรือขัดขวางไม่ให้ประสบความสำเร็จคือความเจริญ ทำให้ไม่มีความสุข ทำให้ได้รับความทุกข์ยากลำบาก ได้แก่

ความรักใคร่ในทางกาม พอใจในกามคุณทั้ง 5 บางทีเรียกว่า ติดในกามคุณ คือ ติดในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทางกาย อันน่าใคร่น่าพอใจ ความใคร่เมื่อเกิดขึ้นแก่บุคคลใดก็เผาใจของบุคคลนั้นให้เดือดร้อนกระวนกระวาย เรียกกิเลสชนิดนี้ว่า ไฟคือราคะ ซึ่งแผดเผาจิตใจให้เร่าร้อนและทำใจให้มืดมน ไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม

พยาบาท ความผูกใจเจ็บซึ่งเกิดขึ้นเผาจิตใจให้เดือดร้อนกระวนกระวาย เรียกไฟกองนี้ว่า ไฟคือโทสะ กิเลสนี้มีการก่อตัวขึ้นตามลำดับ คือ ครั้งแรก ถ้าเกิดความไม่พอใจในบุคคลหรือสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งจิตก็จะเกิดการกระทบกระทั่งทางจิต ถ้าห้ามจิตไว้ไม่อยู่ก็จะพุ่งตัวขึ้นเป็นความโกรธ ถ้ายับยั้งความโกรธไว้ไม่อยู่ก็จะกลายเป็นพยาบาท คือ ความผูกใจเจ็บ ถ้าความผูกใจและอาฆาตมากขึ้นก็จะกลายเป็นการจองเวรไป

ความท้อแท้ใจ หรือความหดหู่ใจและความเกียจคร้านหรือความง่วงซึม กิเลส 2 ตัวนี้ เปรียบเหมือนเชื้อราที่จับต้นไม้หรือพืชแล้ว ทำให้ต้นไม้หรือพืชเหี่ยวแห้งเฉาตาย แต่ถ้าเกิดกับบุคคลก็ทำให้จิตใจหมดกำลังที่จะบำเพ็ญคุณงามความดีให้กับตนและสังคม

ความฟุ้งซ่าน และความรำคาญ คือ เมื่อเกิดความฟุ้งซ่านรำคาญแล้ว คนทั่วไปมักจะรำคาญหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา ถ้าใครมาพูดให้กระทบกระเทือนใจนิดๆ หน่อยๆ ก็รำคาญ ได้ยินเสียงดังก็รำคาญ หรือฟังเสียงเบาๆ ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง ก็รำคาญ หรือแม้บางครั้งเขาพูดดีฟังแล้วไม่ถูกใจก็รำคาญ นี้ก็เพราะปล่อยให้กิเลสทั้ง 2 ตัวนี้เข้าไปครอบงำจิตใจตนนั่นเอง

ความลังเลสงสัย ในใจจัดเป็นอุปสรรคขัดขวางในการที่จะบำเพ็ญคุณงามความดี สงสัยในข้อปฏิบัติ เช่น เมื่อให้ทานแล้วจะได้บุญจริงหรือไม่ หรือสงสัยในเรื่องนรกและสวรรค์ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ หรือลังเลในครูบาอาจารย์ที่กำลังฝึกฝนอบรมในการสอนธรรมและปฏิบัติธรรมว่า มีความรู้จริงหรือการปฏิบัติจะถูกต้องหรือไม่ เมื่อปฏิบัติแล้วจะได้ผลจริงตามที่ปฏิบัติหรือไม่ เป็นต้น

เมื่อลังเลสงสัยอยู่อย่างนี้ก็จะทำให้เป็นคนใจลอยและไม่ยอมทำอะไร กลัวจะขาดทุน สุดท้ายทำให้หมดโอกาสในการฝึกฝนตน หรือพัฒนาจิตของตน คนที่มีความลังเลสงสัยอยู่ในใจแล้วก็หมดหนทางที่จะเจริญก้าวหน้าในชีวิต

นิวรณ์ทั้ง 5 นี้ เป็นกิเลสที่บั่นทอนหรือทำลายความสงบสุขของมนุษย์

การทำจิตให้ปลอดนิวรณ์ได้นับได้ว่าเป็นคนมีบุญ เป็นคนโชคดี พ้นจากความเป็นหนี้ เป็นผู้ไม่มีโรค เหมือนพ้นจากการถูกจองจำ เป็นไทแก่ตัว