วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555
อธิษฐาน4ประการ khaosod
อธิษฐาน4ประการ
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
การอธิษฐานเป็นการตั้งจิตตั้งใจตั้งความปรารถนาไว้ในใจ ในทางพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นบารมีธรรมสำคัญประการหนึ่งในบรรดาบารมี 10 ทัศ ที่พระบรมโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติบำเพ็ญให้เป็นไปในภพชาติต่างๆ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรับรองอธิษฐานธรรมที่ท่านพระสารีบุตรนำมาแสดงในสังคีติสูตร ว่า อธิษฐานธรรม คือธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจมี 4 ประการ คือ ปัญญา ความรู้ชัด สัจจะ ความจริง จาคะ ความสละ และอุปสมะ ความสงบใจ ธรรมทั้ง 4 ประการนี้ จึงเป็นสิ่งที่พุทธบริษัทจะต้องตั้งไว้ในจิตใจของตน
ประการแรก ปัญญาอธิษฐาน ปัญญาหมายถึงความรู้ชัด คือหยั่งรู้ รู้เหตุรู้ผล พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสรรพสิ่งทั้งหลาย ปัญญานี้มี 2 อย่างได้แก่ โลกิยปัญญา และโลกุตตรปัญญา ปัญญาที่เป็นไปในฝ่ายโลกิยะ เป็นอุปการะแก่การศึกษาเล่าเรียน เขียนอ่าน หรือประกอบการงานในอาชีพ เป็นความเฉลียวฉลาด สามารถในการบริหารจัดการงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง
ประการที่สอง สัจจาธิษฐาน สัจจะคือความจริง หรือความสัตย์นี้ มีความหมายหลายอย่างต่างๆ กัน สัจจะมี 2 อย่าง คือ สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ สมมติสัจจะความจริงโดยสมมติ ตามโวหารของชาวโลก บัญญัติชื่อสิ่งนั้นมีชื่ออย่างนั้น สิ่งนี้มีชื่ออย่างนี้ เช่น บัญญัติเรียกคนว่า คนนั้นมีชื่ออย่างนั้น คนนี้มีชื่ออย่างนี้ ส่วนปรมัตถสัจจะ คือ ความจริงโดยปรมัตถ์ เป็นความจริงที่แท้ที่พระอริยเจ้าท่านเข้าใจสภาวะธรรมตามที่เป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงประกอบขึ้นจากธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมกันประกอบกันเข้าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นต้น สัจจะในอีกความหมายหนึ่ง คือ คำสัตย์ เช่น สัจจวาจา การพูดแต่ความจริงไม่พูดเท็จ ไม่พูดโกหกมดเท็จ เพื่อหักรานประโยชน์ผู้อื่น
ประการที่สาม จาคาธิษฐาน จาคะหมายถึง ความเสียสละ บริจาคทาน ให้ทรัพย์สินสิ่งของข้าวของเงินทอง ให้เป็นทานแก่ผู้อื่น อันเป็นการสละกิเลสคือความโลภภายในจิตใจของตน เป็นการสละมัจฉริยะคือความตระหนี่ถี่เหนียว หรือบรรเทาความโลภภายในจิตใจให้ลดน้อยถอยลง การเสียสละบริจาคทานที่เป็นวัตถุสิ่งของ เริ่มตั้งแต่ให้สิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นของนอกกาย ไปจนกระทั่งยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตของตนเป็นทานอันเป็นการสร้างบารมีที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งในอดีตพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายได้เคยกระทำมาแล้ว
ประการที่สี่ ข้อสุดท้าย อุปสมาธิษฐาน อุปสมะหมายถึง ความสงบใจ เป็นความสงบระดับดับกิเลส แล้วเข้าถึงซึ่งสันติสุข คือพระนิพพาน สังคมปัจจุบันนี้มีความเดือดร้อนวุ่นวาย มีการแก่งแย่งแข่งขันกัน เริ่มตั้งแต่ แย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันสวาท และแย่งอำนาจกันเป็นใหญ่ จึงมีความเดือดร้อนวุ่นวายไปทั่วทุกประเทศในโลก อีกประการหนึ่ง เพราะอำนาจกิเลสตัณหาที่ทำให้มีความโลภโมโทสัน ทะยานอยากอย่างไม่มีที่สุด ด้วยอำนาจของ โลภะ โทสะ โมหะ ความเร่าร้อนภายนอกนี้ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับความเร่าร้อนภายในจิตใจ อันเกิดจากไฟ 3 กอง คือ ความกำหนัดยินดี โทสะ ความโกรธ และโมหะ ความหลงนี้
เพราะฉะนั้นพุทธบริษัทผู้ปรารถนาความสงบสุขจะต้องพยายามลดละไฟกิเลสทั้ง 3 กองนี้ หรือพยายามละสิ่งที่เป็นโลกามิสในโลก ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ผู้มุ่งหวังสันติสุข คือพระนิพพาน พึงละอามิสในโลกเสีย ความสุขในโลกนี้มี 2 อย่าง คือ สามิสสุข สุขที่อิงอาศัยอามิสคือวัตถุสิ่งของอันเป็นภายนอกตัว นิรามิสสุข สุขไม่อิงอามิส เกิดจากความสงบสุขภายในจิตใจ เป็นสันติสุข ที่ไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่า
อธิษฐานธรรม 4 ประการนี้ ควรที่พุทธบริษัทพึงตั้งไว้ในจิตใจของตน ด้วยการไม่ประมาทในการใช้ปัญญา ด้วยการรักษาความสัตย์ ด้วยการหมั่นบริจาคทาน และด้วยการแสวงหาความสงบ
พระเทพคุณาภรณ์
(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร
watdevaraj@hotmail.com
02-281-2430
วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555
อุบายเครื่องระงับเวร khaosod
อุบายเครื่องระงับเวร
ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
ความโกรธเป็นเพียงอารมณ์เกิดขึ้นชั่ววูบเท่านั้น อาจเกิดขึ้นได้ ในการขัดใจกันแม้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย ถ้าจะพยายามอดทนข่มไว้ดับความโกรธให้ได้ ด้วยขันติ เมตตา แล้วไซร้ ความโกรธก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะธรรมชาติของความโกรธ เป็นเพียงธรรม นามธรรม เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีตัวตน ไม่มีแก่นสาร เมื่อถูกอำนาจขันติเมตตาขัดขวางไว้ ความโกรธก็ไม่มีอานุภาพสิ่งใดจะทำอันตรายใครได้ แต่ถ้าไม่อดทนข่มไว้ ความโกรธนี้ก็จะเป็นต้นเหตุแห่งความแตกความสามัคคี ทะเลาะวิวาท อาฆาต ล้างผลาญ ฆ่าฟันกันไม่สิ้นสุด ทำให้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ความโกรธทำให้คนเราต้องได้รับโทษทุกข์ภัยในปัจจุบัน เมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้วจะต้องไปเสวยทุกข์ในชาติหน้า เมื่อคนเราตกอยู่ในอำนาจความโกรธถูกความโกรธครอบงำแล้ว ก็ก่อเวรทำเวรล้างผลาญฆ่าฟันไม่เลือกหน้า ตราบใดที่คนเรายังประมาทปล่อยให้ความโกรธมีอำนาจเหนือความดีในจิตใจแล้ว ก็ต้องตกเป็นทาสของความโกรธ ทำบาปกรรมนำทุกข์มาให้ตัวเองและผู้อื่นนั้นตราบนั้น แต่การที่จะระงับดับความโกรธอันเป็นต้นเหตุแห่งการล้างผลาญเบียดเบียนกันนั้น จะต้องมาฝึกฝนอบรมใจให้มีความอดทนมีเมตตากรุณาในผู้อื่น
นอกจากนี้ไม่มีทางอื่นที่จะเอาชนะความโกรธได้ สมดังพุทธภาษิตที่ตรัสสอนว่า พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ และว่า ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่จอง พระพุทธองค์ทรงสอนมิให้โกรธตอบต่อบุคคลผู้โกรธ ให้ระงับดับความโกรธ มิให้คิดจองเวรต่อกัน ทรงสอนให้ใช้ความอดทน อดกลั้นข่มความโกรธไว้ หรือพิจารณาให้เห็นโทษแห่งความโกรธ และความดีงามอันเกิดจากความอดทน ไม่ปล่อยให้ความโกรธมีอำนาจเหนือความอดทน อันความโกรธเปรียบเสมือนไฟ การที่จะดับไฟด้วยไฟหรือเอาเชื้อเพลิงใส่เข้าไปในนั้น ย่อมไม่อาจจะดับไฟได้ การดับไฟต้องใช้น้ำ หรือสิ่งซึ่งไฟไม่สามารถจะไหม้ได้
อนึ่ง การชำระล้างอันไม่สะอาดด้วยสิ่งสกปรกก็จะทำให้เกิดความสกปรกมากขึ้น จำต้องใช้น้ำอันสะอาดชำระล้าง ฉันใด การที่จะระงับดับเวรก็ต้องอาศัยการไม่คิดจองเวร ฉันนั้น อาศัยน้ำคือขันติและเมตตา เป็นเครื่องชำระล้างจึงจะสามารถทำเวรให้สงบระงับได้ พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างและทรงสอนไว้แล้ว ถ้าเราไม่ยึดเอาหลักธรรมคำสอนอันถูกต้องแล้ว ผลเสียหายเกิดขึ้นในภายหลังจะแก้ไขอย่างไรได้ บุคคลผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย ไม่ควรประมาท ให้ตั้งอยู่ในความดี มีความอดทน เมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย หมั่นเจริญเมตตา
พระพุทธองค์ตรัสอานิสงส์แห่งการเจริญเมตตาไว้ว่า มากกว่าการบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุทุกอย่างเพราะเมตตาก่อให้เกิดความสุข เป็นเหตุแห่งความสามัคคีปรองดองกัน การสงเคราะห์ช่วยเหลือกันในรูปแบบต่างๆ ก็ด้วยเมตตาจิตเป็นเหตุ ดังคำที่ว่า เมตตาค้ำจุนโลก คือช่วยอุดหนุนเกื้อกูล ผู้ที่มีทุกข์ แบ่งเบาขจัดปัดเป่าความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ให้หมดไป เมื่อคนเรานิยมเจริญเมตตา กรุณา ปรานีี ใช้ความดี เป็นสื่อมนุษยสัมพันธ์ ก็จะก่อให้เกิด ความสงบสุขปลอดภัยรักใคร่ปรองดองในสังคมนั้น คนมีเมตตากรุณาก็ย่อมมีความอดทน เมื่อมีความอดทน ก็สามารถตัดมูลรากแห่งความโกรธความริษยาให้หมดไปได้ เวรภัยก็สงบระงับไปด้วยขันติและเมตตา
ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
ความโกรธเป็นเพียงอารมณ์เกิดขึ้นชั่ววูบเท่านั้น อาจเกิดขึ้นได้ ในการขัดใจกันแม้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย ถ้าจะพยายามอดทนข่มไว้ดับความโกรธให้ได้ ด้วยขันติ เมตตา แล้วไซร้ ความโกรธก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะธรรมชาติของความโกรธ เป็นเพียงธรรม นามธรรม เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีตัวตน ไม่มีแก่นสาร เมื่อถูกอำนาจขันติเมตตาขัดขวางไว้ ความโกรธก็ไม่มีอานุภาพสิ่งใดจะทำอันตรายใครได้ แต่ถ้าไม่อดทนข่มไว้ ความโกรธนี้ก็จะเป็นต้นเหตุแห่งความแตกความสามัคคี ทะเลาะวิวาท อาฆาต ล้างผลาญ ฆ่าฟันกันไม่สิ้นสุด ทำให้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ความโกรธทำให้คนเราต้องได้รับโทษทุกข์ภัยในปัจจุบัน เมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้วจะต้องไปเสวยทุกข์ในชาติหน้า เมื่อคนเราตกอยู่ในอำนาจความโกรธถูกความโกรธครอบงำแล้ว ก็ก่อเวรทำเวรล้างผลาญฆ่าฟันไม่เลือกหน้า ตราบใดที่คนเรายังประมาทปล่อยให้ความโกรธมีอำนาจเหนือความดีในจิตใจแล้ว ก็ต้องตกเป็นทาสของความโกรธ ทำบาปกรรมนำทุกข์มาให้ตัวเองและผู้อื่นนั้นตราบนั้น แต่การที่จะระงับดับความโกรธอันเป็นต้นเหตุแห่งการล้างผลาญเบียดเบียนกันนั้น จะต้องมาฝึกฝนอบรมใจให้มีความอดทนมีเมตตากรุณาในผู้อื่น
นอกจากนี้ไม่มีทางอื่นที่จะเอาชนะความโกรธได้ สมดังพุทธภาษิตที่ตรัสสอนว่า พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ และว่า ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่จอง พระพุทธองค์ทรงสอนมิให้โกรธตอบต่อบุคคลผู้โกรธ ให้ระงับดับความโกรธ มิให้คิดจองเวรต่อกัน ทรงสอนให้ใช้ความอดทน อดกลั้นข่มความโกรธไว้ หรือพิจารณาให้เห็นโทษแห่งความโกรธ และความดีงามอันเกิดจากความอดทน ไม่ปล่อยให้ความโกรธมีอำนาจเหนือความอดทน อันความโกรธเปรียบเสมือนไฟ การที่จะดับไฟด้วยไฟหรือเอาเชื้อเพลิงใส่เข้าไปในนั้น ย่อมไม่อาจจะดับไฟได้ การดับไฟต้องใช้น้ำ หรือสิ่งซึ่งไฟไม่สามารถจะไหม้ได้
อนึ่ง การชำระล้างอันไม่สะอาดด้วยสิ่งสกปรกก็จะทำให้เกิดความสกปรกมากขึ้น จำต้องใช้น้ำอันสะอาดชำระล้าง ฉันใด การที่จะระงับดับเวรก็ต้องอาศัยการไม่คิดจองเวร ฉันนั้น อาศัยน้ำคือขันติและเมตตา เป็นเครื่องชำระล้างจึงจะสามารถทำเวรให้สงบระงับได้ พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างและทรงสอนไว้แล้ว ถ้าเราไม่ยึดเอาหลักธรรมคำสอนอันถูกต้องแล้ว ผลเสียหายเกิดขึ้นในภายหลังจะแก้ไขอย่างไรได้ บุคคลผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย ไม่ควรประมาท ให้ตั้งอยู่ในความดี มีความอดทน เมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย หมั่นเจริญเมตตา
พระพุทธองค์ตรัสอานิสงส์แห่งการเจริญเมตตาไว้ว่า มากกว่าการบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุทุกอย่างเพราะเมตตาก่อให้เกิดความสุข เป็นเหตุแห่งความสามัคคีปรองดองกัน การสงเคราะห์ช่วยเหลือกันในรูปแบบต่างๆ ก็ด้วยเมตตาจิตเป็นเหตุ ดังคำที่ว่า เมตตาค้ำจุนโลก คือช่วยอุดหนุนเกื้อกูล ผู้ที่มีทุกข์ แบ่งเบาขจัดปัดเป่าความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ให้หมดไป เมื่อคนเรานิยมเจริญเมตตา กรุณา ปรานีี ใช้ความดี เป็นสื่อมนุษยสัมพันธ์ ก็จะก่อให้เกิด ความสงบสุขปลอดภัยรักใคร่ปรองดองในสังคมนั้น คนมีเมตตากรุณาก็ย่อมมีความอดทน เมื่อมีความอดทน ก็สามารถตัดมูลรากแห่งความโกรธความริษยาให้หมดไปได้ เวรภัยก็สงบระงับไปด้วยขันติและเมตตา
วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ธรรมชนะข้าศึก khaosod
ธรรมชนะข้าศึก
ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430
บุคคลผู้มีหลักธรรม 4 ประการ ย่อมชนะข้าศึกได้คือ 1.สัจจะ ความจริง 2.ธรรม ความประพฤติชอบ 3.ธิติ ความเพียร 4.จาคะ ความเสียสละ
1.สัจจะได้แก่ ความจริง แบ่งเป็น 2 อย่างคือ 1.ความจริงใจ 2.จริงวาจา
จริงใจนั้นได้แก่ การตั้งใจมั่นคือ มีจิตจำนงที่จะทำการสิ่งใด ก็พยายามทำไปจนการสิ่งนั้นสำเร็จสมประสงค์ แม้จะมีอุปสรรคอันใดเข้ามาขัดขวางก็ไม่ย่อท้อ หวาดหวั่นต่ออุปสรรคอันตรายนั้นๆ ดุจภูเขาศิลาล้วนมีแท่งทึบ ไม่หวั่นไหวเพราะลมและแดด ฉะนั้น ลักษณะเช่นนี้ชื่อว่า ความจริงใจ
ส่วนจริงวาจานั้นคือ เจรจาแต่คำจริง ไม่นำเอาสิ่งเท็จมาหลอกลวงให้ชาวโลกลุ่มหลง เจรจาคำใดไปแล้วก็มั่นคงไม่กลับกลอก เป็นวาจาที่คงที่ อันที่จริงการเจรจาถ้อยคำจริงนั้นง่ายกว่าการพูดเท็จ ไม่ต้องกลัวจะผิด แต่การพูดเท็จนั้นต้องระวังตัว เพราะว่ากลัวเขาจะจับพิรุธได้ คนที่ชอบพูดเท็จมักจะเอาตัวไม่รอด สักวันหนึ่งเขาต้องจับได้ ต่อไปก็ไม่มีใครเชื่อถือ ยิ่งคำเท็จนั้นเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเสื่อมเสียจากประโยชน์ด้วยแล้ว ก็จะทำให้ผู้คนหมดความเคารพนับถือ คุณ ธรรมใดๆ ที่เคยมีอยู่ก็จะพลอยสูญสิ้นไปด้วย เพราะตนเองขาดสัจจะคือความจริง วาจาสัตย์เช่นนี้ เป็นวาจาที่ดี มีรสหวาน ไม่มีสิ่งใดจะลบล้างได้ ดีกว่ารสหวานทั้งปวง
2.ธรรมแปลว่า สภาพผู้ทรงไว้ คือทรงผู้ปฏิบัติไว้ ผู้ใดประพฤติธรรม ธรรมก็ย่อมรักษาผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ความจริงคำว่า ธรรม นั้น เป็นคำกลางๆ มีมาแล้วแต่โบราณกาล หากแต่ขาดผู้ปรีชาญาณเลือกสรรเอามาใช้ เป็นได้ทั้งส่วนดีและส่วนชั่ว ถ้าต้องการหมายความข้างดีก็เติมคำว่ากุศล เข้าเป็นกุศลธรรม หมายถึงธรรมส่วนข้างดี เมื่อกล่าวโดยทางธรรมก็คือสุจริต เช่น ความประพฤติชอบด้วยกาย วาจา และใจ ถ้าต้องการหมายความข้างชั่ว ก็เติมคำว่าอกุศล เข้าเป็นอกุศลธรรม หมายถึงธรรมส่วนข้างชั่ว เมื่อกล่าวโดยทางธรรมก็คือ ทุจริต เช่น ความประพฤติชั่วด้วยกาย วาจาและใจ
3.ธิติแปลว่า ความเพียรเป็นเครื่องตั้งมั่น อันได้แก่ ความพยายาม ความบากบั่น ความก้าวหน้า บุคคลผู้พากเพียรเพื่อจะตั้งตัวในทางใดทางหนึ่ง ถ้ายังไม่ทันได้ลุถึงสิ่งนั้นๆ ไม่ควรถอยหลัง ควรพยายามต่อไป เพราะมีบางท่านว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เมื่อพยายามทำไปแล้วแม้จะไม่สำเร็จผลที่หมายก็ยังได้รับความสบายใจว่า ตนเองได้ทำจนสุดกำลังความสามารถแล้ว
ผู้ปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน เมื่อได้สมาทานศีลอย่างเคร่งครัดแล้วบำเพ็ญปฏิบัติภาวนาอย่างแข็งแรงแล้ว ก็ไม่ควรละการสมาทานนั้นๆ ควรพากเพียร บากบั่นต่อไป ประพฤติให้ยั่งยืนจนกว่าจะได้รับผล
4.จาคะได้แก่ การบริจาคทรัพย์ ธรรมดาผู้คนอยู่ด้วยกันเป็นหมู่ต้องมีการสงเคราะห์เกื้อกูลกันตามฐานะ ในตระกูลอันหนึ่ง มารดาบิดากับบุตร สามีกับภรรยา ญาติกับญาติ มิตรกับมิตร ยังต้องเจือจานกันด้วยการให้สิ่งของ การให้อย่างนี้นับว่าการสงเคราะห์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน เพราะบุคคลผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ ส่วนความเหนียวแน่นหวงแหนเสียดายทรัพย์สมบัติของตน ไม่ปรารถนาที่จะแบ่งปันให้คนอื่น ที่สุดตนเองก็เบียด เบียนตนเอง เรียกว่าความตระหนี่ ซึ่งตรงกันข้ามกับจาคะ ธรรมดาคนตระหนี่ย่อมไม่ต้องการที่จะเจือจานสงเคราะห์ใคร มีแต่เห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คนเช่นนี้ย่อมกลัวความหมดเปลือง ไม่ประสงค์จะคบค้าสมาคมกับใคร มีอัธยาศัยคับแคบ เมื่อการงานเกิดขึ้น ย่อมต้องทนทำแต่ผู้เดียว ไม่ค่อยมีใครช่วยเหลือ ถึงบางครั้งต้องเสื่อมจากประโยชน์นั้นๆ
ธรรมทั้ง 4 ประการนี้คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ นี้ เมื่อมีในบุคคลผู้ใด ย่อมทำให้บุคคลผู้นั้น เป็นผู้มีความสัตย์ มีธรรม เมื่อจะประกอบกิจการใดๆ ก็ตั้งใจทำจริงไม่ย่อท้อ มีความพากเพียรพยายามไปจนกว่าประโยชน์จะสำเร็จ บุคคลเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่รังเกียจของใครๆ แม้ผู้ที่เป็นศัตรูอยู่ก่อน เมื่อได้ประสพอัธยาศัยอันดีงามย่อมละจากความเป็นศัตรู มีแต่จะอุปถัมภ์ค้ำชูให้ได้รับความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป
ผู้ที่ได้ยึดถือประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล
วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ความเพียร 4 ประการ khaosod
ความเพียร 4 ประการ
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
วิริยะ ความเพียรอย่างยิ่งในการทำความดี เพื่อนำไปสู่ความก้าวหน้า ความสำเร็จ ความเพียรที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา มี 4 ประการคือ
เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นภายในใจ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ระวังปลูกฝังความพอใจใช้ความเพียรอย่างต่อเนื่อง ในการรักษาใจ ประคองใจไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย ในเวลาที่ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องเย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจนึกตรึกตรองปรุงแต่งถึงอารมณ์ที่มาสัมผัสถูกต้อง
เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว พระพุทธองค์ทรงสอนให้มีความพอใจ ใช้ความพยายามกระทำความเพียรอย่างต่อเนื่องในการละบาปอกุศลที่บังเกิดขึ้นแล้ว จะมากหรือน้อยเท่าไรก็ตาม เมื่อละได้แล้วให้ประคองจิตไว้ในที่นั้นๆ แล้วพยายามต่อไป โดยพิจารณาเห็นโทษของบาปอกุศล ที่เกิดขึ้นนั้น มีผลนำความทุกข์มาให้ เช่น เมื่อทำความผิด ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย เป็นต้น
เพียรพยายามสร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้นในใจ พระพุทธองค์ทรงสอนให้สร้างความพอใจความยินดีในการทำความดี มี ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้นให้บังเกิดขึ้น โดยยึดหลักการปฏิบัติดีอย่างต่อเนื่อง ความดีที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น เมื่อสร้างได้แล้วให้พยายามรักษาคุณภาพจิตไว้และพยายามต่อไป ไม่ย่อท้อแม้มีอุปสรรคสะดุดล้มในบางครั้ง ต้องพยายามประคับประคองใจ ไม่ยอมแพ้
เพียรรักษาสิ่งที่ดี ที่บังเกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมไป พระพุทธองค์ทรงสอนให้ปลูกฝังความพอใจใช้ความพยายามกระทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง ในการที่รักษากุศล คือ ความดีต่างๆ ที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสื่อมไป เหมือนเกลือรักษาความเค็ม ฉะนั้น ความความเพียร 4 ประการนี้ เรียกว่า ความเพียรในทางที่ชอบ หรือ ความเพียรชอบ ในอริยมรรค เป็นหลักธรรมที่ทรงสอนให้บุคคลประกอบความดีให้บังเกิดขึ้นในชีวิตของตน แม้แต่การบริหารบ้านเมือง อยู่ในโครงสร้างของความเพียรเช่นกัน
เพียรป้องกันสิ่งซึ่งเป็นพิษเป็นภัยที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่ให้เกิดขึ้น
เพียรกำจัดสิ่งที่ เห็นว่าเป็นโทษเป็นภัยเป็นอันตรายที่เกิดขึ้น แล้วกำจัดให้หมดไป
เพียรทำแต่เรื่องที่ดี มีประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนและบุคคลอื่น ให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น
เพียรรักษาสิ่งดีงามเหล่านั้นให้คงอยู่และมีความเจริญงอกงามไพบูลย์เต็มที่
พระพุทธศาสนาเน้นความสำคัญเรื่องความเพียรอย่างถูกต้อง ซึ่งสามารถให้ผลสำเร็จก้าวหน้าในชีวิตของบุคคล ในหน้าที่การงาน ในการดำเนินชีวิต และในการปฏิบัติธรรม ล้วนต้องอาศัยความเพียรพยายามทั้งนั้น แต่จะต้องเป็นความเพียรพยายามในทางที่ชอบดังกล่าว เพราะเมื่อปฏิบัติเช่นนี้ ได้ชื่อว่าดำเนินตามหลักอริยมรรคที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร
www.watdevaraj.com
ดื่มน้ำเมามีโทษ khaosod
ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร watdevaraj@hotmail.com โทร. 0-2281-2430
การดื่มน้ำเมา จัดเข้าในศีลข้อที่ 5 และจัดเป็นอบายมุข คือทางแห่งความเสื่อม ความฉิบหาย เสียทรัพย์สินเงินทอง
เป็นเหตุเสื่อมทรัพย์ ชื่อว่าทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ที่มีชีวิตซึ่งได้แก่ ช้าง ม้า โค กระบือ เป็นต้น หรือเป็นทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณ คือ แก้ว แหวน เงิน ทอง ทรัพย์สินสิ่งของ อื่นๆ เช่น รถ ล้อ เกวียน อาคารสถานที่ บ้านเรือน เป็นต้น ทรัพย์เหล่านี้เมื่อไม่มีก็ต้องหา เพราะต้องกินต้องใช้
การที่จะทำให้มีทรัพย์ ไม่ใช่จะทำได้ง่าย ต้องลำบากกายทุกข์ใจกว่าจะได้มา เมื่อได้มาแล้วก็ภูมิใจว่ามีทรัพย์ เมื่อได้ใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงตน คนในครอบครัว ญาติมิตรหรือประกอบกุศลกิจอื่นๆ ก็เป็นสุขใจ
ทรัพย์เหล่านี้มีทางที่จะเสื่อมสลายหายสูญไปด้วยเหตุหลายประการ โดยเฉพาะในที่นี้ เสื่อมไปเพราะปัจจัยคือการดื่มน้ำเมา ซึ่งได้แก่ เหล้า สุรา ยาบ้า และเมรัย
เมื่อดื่มหรือเสพสิ่งเหล่านี้ จะมีโทษ 6 สถานคือ
1. เสียทรัพย์
2. ก่อทะเลาะวิวาท
3. เกิดโรค
4. ต้องติเตียน
5. ไม่รู้จักอาย
6. ทอนกำลังปัญญา
โทษของการดื่มสุราไม่ใช่มีเท่านี้ เมื่อดื่มจนเมาได้ที่แล้วยังก่อกรรมทำเข็ญอื่นๆ ได้ เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติประเวณีและพูดเท็จก็ได้ ทั้งยังให้ประสบภัยหลายอย่างต่างกันไป ดังพุทธภาษิตที่ว่า บุคคลผู้ดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยเป็นปกติ คือเป็นประจำ ทำอยู่เป็นนิตย์ ย่อมประสบกับภัยและเวรที่เห็นได้ในปัจจุบัน ในอนาคต และย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
ภัยเวรปัจจุบันพอจะเห็นกันได้แต่ละปี แต่ละเดือน หรือแต่ละวัน มีผู้ประสบภัยกันแล้วเท่าไหร่ เสียชีวิตและทรัพย์สินไปแล้วแค่ไหน สิ่งเหล่านี้จะเกิดมีได้ เพราะเหตุปัจจัยคือการดื่มน้ำเมา ส่วนภัยเวรในอนาคตซึ่งยังไม่มีมาปรากฏนั้น ก็ต้องมีโดยการประเมินเหตุปัจจุบันซึ่งสัมพันธ์กับผลอนาคต เมื่อได้ประสบภัยเช่นนี้ก็มีแต่ความทุกข์ระทมขมขื่นใจ
นอกจากนี้ การดื่มน้ำเมา และเมรัย ยังเป็นปัจจัยให้เกิดความประมาท ความประมาทก็คือ ความขาดสติ คนไม่มีสติกำกับ ก็เหมือนรถที่ติดเครื่องแล้วปล่อยให้แล่นไปตามถนน ซึ่งไม่มีคนขับ หรือคอยกำกับดูแลรถนั้น ต้องก่อเหตุเภทภัยให้เกิดขึ้นแน่ๆ ฉันใด ความประมาทและคนประมาทก็ฉันนั้น ย่อมก่อภัยให้โทษแก่ตนและคนอื่นนานาประการ ซึ่งนอกจากนี้ ความประมาทยังปิดโอกาสการเกิดขึ้นแห่งกุศลความดีด้วย ความประมาทเป็นต้นตอบ่อเกิดหรือเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความชั่วร้ายทั้งหลาย ทั้งเป็นตัวทำลายกุศลความดีทั้งหลายทั้งปวง ส่วนความไม่ประมาทคือ ไม่ขาดสติ เป็นบ่อเกิดแห่งกุศลความดีเช่นเดียวกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)