วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

บุคคลที่โลกต้องการ khaosod


บุคคลที่โลกต้องการ

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


ในสังคมทุกยุคทุกสมัย ต้องการคนดีกล้าหาญ มาช่วยเหลือแก้ไขเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นให้สำเร็จเรียบร้อย สงบเป็นปกติได้ บุคคลที่โลกต้องการ คือ



คนกล้า โลกต้องการในกิจการที่สำคัญ



คนไม่พูดพล่าม โลกต้องการในคราวประชุมปรึกษา



คนเป็นที่รัก โลกต้องการในคราวข้าวน้ำสมบูรณ์



คนเป็นบัณฑิต โลกต้องการในคราวมีเรื่องราวเกิดขึ้น



บุคคลทั้ง 4 ประเภทนี้โลกต้องการ เพราะมีความสำคัญและจำเป็นต่อสังคมอย่างไร จะได้อธิบายความไปตามลำดับ



ในกิจการที่สำคัญ ย่อมต้องการคนกล้า หมายความว่า คราวใดที่สังคมมีกิจการที่สำคัญเกิดขึ้นและจะต้องมีการตัดสินใจที่แน่นอน จึงจะช่วยให้กิจการนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ในคราวนั้นสังคมจำเป็นที่ต้องได้คนกล้ามาช่วยเหลือ คนกล้าในที่นี้หมายถึงคนที่มีจิตใจกล้าหาญมั่นคง มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าทำ กล้าพูด กล้าคิด และกล้าเสี่ยง คนกล้าเท่านั้นจึงสามารถตัดสินใจทำหรือไม่ทำ คนกล้าสามารถนำกิจการที่สำคัญให้ดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อยและสร้างสรรค์ สังคมใดไร้คนกล้าแล้วสังคมนั้นก็เป็นเหมือนสังคมของคนอ่อนแอ มัวแต่รอความวิบัติหายนะอันจะมาถึงโดยไม่คิดแก้ไข การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของคนกล้าย่อมทำให้ปฏิบัติได้ถูก ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะมีทิศทางสำหรับปฏิบัติที่ชัดเจนแน่นอนจากผู้นำซึ่งเป็นคนกล้า



ในคราวประชุมปรึกษา ย่อมต้องการคนไม่พูดพล่าม หมายความว่า ในคราวประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อดำเนินงานอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ เป้าหมายของการประชุมปรึกษาหารือกันนั้นก็คือรูปสำเร็จของงานนั้นๆ ซึ่งสามารถจะนำไปดำเนินการได้ในโอกาสต่อไป ในการประชุมปรึกษาหารือกันเช่นนี้จำต้องปรารถนาบุคคลผู้ไม่พูดพล่ามเป็นอย่างมาก ผู้พูดพล่ามในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้พูดมากหรือพูดได้นาน แต่หมายถึงผู้พูดนอกเรื่องที่กำลังประชุมปรึกษากัน พูดนอกประเด็นที่กำหนดไว้ ทำให้เสียเวลาของที่ประชุม และที่สุดก็ประชุมปรึกษากันไม่เสร็จ ต้องนัดประชุมใหม่เพื่อให้ได้ข้อยุติตามที่ต้องการ หากในที่ประชุมนั้นมีแต่ผู้ต่างพูดต่างแสดงความคิดเห็นแต่ที่เป็นสาระ ตรงประเด็นและตรงเป้าหมาย การประชุมปรึกษาหารือกันนั้นก็ไม่เสียเวลา



ในคราวมีข้าวน้ำสมบูรณ์ ย่อมต้องการคนที่รัก หมายความว่า เมื่อบุคคลได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงาน ได้รับผลตอบแทนที่สมบูรณ์เช่นได้ข้าวได้น้ำสมบูรณ์ ได้ลาภยศตามที่ต้องการ ในยามนี้สิ่งที่คนส่วนมากต้องการคือบุคคลผู้เป็นที่รัก ซึ่งจะเป็นผู้เพิ่มความสมบูรณ์ให้แก่ตนได้ เช่น บางคนเมื่อมั่งมีขึ้นสามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้ก็ปรารถนาจะแต่งงานมีภรรยา มีสามี ที่แต่งงานแล้วก็ต้องการจะมีบุตรไว้เชยชมและสืบวงศ์สกุล บางคนก็ต้องการให้พี่น้องมาอยู่พร้อมหน้ากัน บางคนต้องการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่สนิทชิดชอบ เป็นต้น บุคคลที่ตนรักย่อมเป็นที่ต้องการยามที่มั่งมีศรีสุข



ในเมื่อเรื่องราวเกิดขึ้น ย่อมต้องการบัณฑิต หมายความว่า โดยทั่วไปเมื่อไม่มีเรื่องเดือดร้อนใจ หรือไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิต ทุกคนก็อยู่กันอย่างปกติสุข แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นความวิตกกังวลก็ตามมา ในยามนั้นบางคนอาจแก้ปัญหานั้นไม่ตก เมื่อเป็นดังนี้ท่านแนะนำให้เข้าหาบัณฑิต ขอคำแนะนำจากท่าน บัณฑิตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนจนจบได้รับปริญญาบัตรตามที่ทางโลกสมมติกัน แต่หมายถึงผู้ฉลาดรอบรู้ในกิจการนั้นๆ อย่างถ่องแท้ และมีคุณธรรมอยู่ในใจ ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา และใจ จะทำ จะพูด จะคิดอะไรก็เป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ไม่แนะนำ ไม่ชักจูงไปในทางที่เสียหาย มุ่งแต่สิ่งที่ดีงาม มีประโยชน์ แก่ตนเองและผู้อื่น

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความมีน้ำใจ khaosod


ความมีน้ำใจ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยวัตถุสิ่งของโดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ การสร้างถนนหนทาง สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน สร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ เป็นต้น



ความมีน้ำใจ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น การแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์โดยไม่หวงแหน แนะนำหลักการดำเนินชีวิต โดยอาศัยหลักธรรมและประสบการณ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ การเสียสละสุขและผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อสุขและประโยชน์ส่วนรวม การเสียสละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อประโยชน์ที่มากกว่า เป็นการสละกิเลสออกจากใจ



ระลึกถึงการเสียสละที่ผ่านมา เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน เมื่อได้ปฏิบัติธรรม จะอุดหนุนใจให้เบิกบาน เกิดปีติเอิบอิ่ม



ต่อจากนั้นจะเกิดความสงบกายสงบใจ มีใจตั้งมั่นแน่วแน่ ทำให้ประกอบหน้าที่การงานได้ผลดี เมื่อระลึกถึงการเสียสละของตนอยู่เป็นนิตย์ว่า เป็นลาภของเราแท้ เราได้ปฏิบัติดีแล้ว คนอื่นถูกความตระหนี่รุมเร้าเผาใจอยู่ แต่เรามิได้เป็นเช่นเขา มีใจปราศจากความตระหนี่ มีอัธยาศัยยินดีในการเสียสละ ใครต้องการขอ เราพอใจในการให้และการแบ่งปันกัน



เมื่อระลึกอยู่อย่างนี้ จิตจะไม่ถูกราคะ โทสะ และโมหะรุกรานรังแก ความมีน้ำใจมีอานิสงส์กำจัดความตระหนี่หวงแหน ความคิดกีดกันไม่ให้ผู้อื่นได้ดี เมื่อกำจัดความตระหนี่ได้อย่างนี้ ย่อมมีผลทำให้ตัวเราเองมีจิตใจปลอดโปร่ง ไม่เคียดแค้น



ความมีน้ำใจ การเสียสละ เป็นบารมีธรรมของผู้มีอัธยาศัยเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยบารมีธรรมนี้เป็นหลักที่ทำให้บุคคลมุ่งมั่นในการทำความดี แม้จะประสบปัญหาอุปสรรคมากมาย จะไม่หวั่นไหว มีจิตใจเสียสละ เอื้อเฟื้อด้วยวัตถุสิ่งของและสละความไม่พอใจกัน ความขัดเคืองใจต่อกันออกไปจากจิตใจ จึงทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสงบสุข



ผู้นำทุกระดับชั้นต้องการเป็นผู้นำมากกว่าผู้นำโดยทั่วไป แต่การจะเป็นผู้นำในหน้าที่การงาน และผู้นำที่ครองใจผู้ตามได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากคุณสมบัติเฉพาะตัวคือมีความรู้ ความสามารถเป็นที่ยอมรับแล้ว ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเสียสละที่ประกอบด้วยเหตุผลสมบูรณ์ไม่ใช่การเสียสละให้โดยปราศจากเหตุผล



นี่เองที่เป็นจุดเด่นสำคัญ ทำให้ผู้นำทุกระดับชั้นสามารถบริหารจัดการงานและบุคลากรในองค์กรขับเคลื่อนให้เป็นผลสำเร็จตามความปรารถนาที่ตั้งใจไว้



คงเคยได้ยินคำชื่นชมผู้นำบางคน ซึ่งมีน้ำใจให้ผู้ตาม หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชา ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้ทุ่มเททำงานแบบมอบกายถวายชีวิตกันเลยทีเดียว

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556

พื้นฐานคนดี khaosod


พื้นฐานคนดี

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


ศีล หมายถึง การงดเว้นจากการประพฤติผิดทางกายและวาจา การรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย กล่าวคือไม่ทำผิด ไม่พูดผิด ส่วนประเภทของศีลจำแนกตามผู้ปฏิบัติทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต



ศีล 5 ศีล 8 หรือศีลอุโบสถ เป็นข้อปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์



ศีล 10 เป็นข้อปฏิบัติสำหรับสามเณร และศีล 227 เป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระภิกษุ



ศีลเกิดขึ้นได้ เพราะมีเจตนางดเว้น 3 ประการ คือ



1) งดเว้นได้ในขณะที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แม้ไม่ได้ตั้งใจจะรักษาศีลในเบื้องต้น แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เช่น เห็นเขากำลังเล่นการพนันอยู่ เมื่อถูกชักชวน ก็ไม่ยอมทำตาม หรือเห็นเงินตกอยู่โดยไม่มีเจ้าของ ถึงอยากได้ แต่ไม่ยอมถือเอาด้วยอาการขโมย เพราะเกรงจะผิดศีล



2) งดเว้นด้วยการรับแล้วนำไปปฏิบัติ เช่น รับศีล 5 แล้วมีความตั้งใจรักษาโดยไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นหรือสัตว์อื่นให้ทุกข์ทรมานเดือดร้อน เป็นต้น



3) งดเว้นได้โดยเด็ดขาด ซึ่งเกิดขึ้นแก่พระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป



ผู้นำทุกระดับ หากไม่รักษาศีล ย่อมประพฤติทุจริต เป็นคนชั่วร้าย ปราศจากเมตตากรุณา ผู้ตามหรือผู้อยู่ในปกครองต้องเดือดร้อน เพราะความอยุติธรรม ไม่มีความเจริญก้าวหน้าในการดำเนินชีวิตและในหน้าที่การงาน เพราะฉะนั้น ศีล จึงเป็นพื้นฐานของคนดี สำหรับผู้อยู่ร่วมกัน ก่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ทำให้รู้จักรักษาความดี เป็นที่เคารพนับถือของผู้คน มีความไว้วางใจกันและกัน



การรักษาศีลโดยเฉพาะศีล 5 นั้น เป็นหลักประกันความมั่นคงของสังคม และเป็นหลักประกัน มิให้เกิดความเสียหาย เพราะว่า



ศีลข้อที่ 1 เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ หรืองดเว้นจากการเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น สัตว์อื่นให้ทุกข์ทรมาน ศีลข้อนี้จึงป้องกันรักษาชีวิตของสรรพสัตว์ มิให้เบียดเบียนกัน เพราะความโหดร้าย



ศีลข้อที่ 2 เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์ ศีลข้อนี้จึงป้องกันทรัพย์สินของบุคคลและประเทศชาติ ควบคุมมิให้มีการลัก การปล้น เป็นต้น เพราะใจอยากได้



ศีลข้อที่ 3 เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ซึ่งอยู่ในอำนาจของความใคร่ ในกามารมณ์ รู้จักเคารพสิทธิกัน ศีลข้อนี้จึงป้องกันครอบครัวมิให้แตกแยก เพราะมากรัก ไม่รู้จักพอ



ศีลข้อที่ 4 เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ ให้ระวังวาจาของตน มีสัจจะต่อกัน ศีล ข้อนี้จึงป้องกันการหลอกลวงกัน มีความซื่อสัตย์ต่อกัน อันเป็นเหตุให้เกิดความไว้วางใจกัน



ศีลข้อที่ 5 เจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมาและเสพสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด เช่นสุราเมรัย เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ศีลข้อนี้จึงป้องกันสุขภาพร่างกายและจิตใจมิให้เสื่อมโทรม ป้องกันมิให้ดำเนินชีวิตผิดพลาด ประมาท และมัวเมา

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

เครื่องมือบัณฑิต khasod


เครื่องมือบัณฑิต

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


ธีรชน คือ คนที่เป็นปราชญ์ เป็นที่ทราบกันว่า ท่านเป็นผู้เฉลียวฉลาด ทรงคุณธรรมบำเพ็ญกุศลความดี มีสติปัญญาสามารถรู้ได้หลายอย่าง และหลายทาง เช่นเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณ รู้จักกาลนิยม และการเลือกคบคน เป็นต้น คนที่รู้หลักนักปราชญ์ มีความเฉลียวฉลาดเช่นนี้ เรียกว่า บัณฑิต เพราะเป็นผู้ดำเนินชีวิตของตนให้เป็นไปด้วยเหตุและผล และด้วยปัญญา ซึ่งหมายความว่า ดำรงชีพอยู่ด้วยปัญญาคติ ที่มุ่งตรงไปในประโยชน์ทั้งหลายอย่างแน่วแน่แท้จริง และมั่นคง



บัณฑิตนั้น เป็นผู้มีคุณธรรม สำหรับเป็นเครื่องค้ำประกันชีวิตในฐานะเป็นบัณฑิตมากมาย เช่น เป็นผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 ประการ เช่น เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต เป็นต้น จนกระทั่งมีสัมมาทิฐิเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เรียกว่า เป็นหลักการ ซึ่งใครก็ตามมีอุตสาหะ พยายามประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ ก็มีโอกาสที่จะเป็นบัณฑิตได้ ถ้ากล่าวอ้างอิงถึงบุคคลก็ได้แก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า เหล่าอสีติมหาสาวก และรวมทั้งสาวกของพระตถาคตอื่นๆ เช่น ครูสุเนตรและอกิตติดาบส เป็นต้น ปูชนียบุคคลเหล่านี้ เรียกว่า เป็นบัณฑิต เพราะเป็นผู้มอบกาย ถวายชีวิตไว้ในพระพุทธศาสนา



องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสลักษณะของบัณฑิตไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตในโลกนี้เป็นผู้มีปกติคิดดี พูดดี และทำดี คือ บัณฑิตมีปกติคิดดี เป็นประจำ พูดด้วยถ้อยคำที่ดีอย่างสม่ำเสมอ และทำดีอยู่เป็นนิจจนตลอดชีวิตของท่าน คำ



วิธีการที่จะเป็นบัณฑิตนั้น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็ยังใช้หลักการที่เหมือนๆกัน หรืออย่างเดียวกันนั่นคือ สุ จิ ปุ ลิ วินิมิตโต กถํ โส ปณฺฑิโต ภเว ซึ่งแปลว่า เว้นจากการฟัง การคิด การถาม และการเขียนเสียแล้ว ไฉนเล่า จะเป็นบัณฑิตได้



ในทางพระพุทธศาสนา การฟังถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะเป็นทางก่อให้เกิดปัญญา ส่วนการคิด คนที่เป็นนักคิด ได้ฟังสิ่งใดๆ แล้ว นำมาขบคิดพิจารณาหาเหตุผลในภายหลังก็ดี ขบคิดพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างรอบคอบ ด้วยสติปัญญาความสามารถของตนเองก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นตอก่อให้เกิดปัญญา สำหรับการถาม ถ้าบุคคลใดไม่รู้และไม่เข้าใจแล้ว ไม่ยอมถามใครๆ ก็ดี เคลือบแคลงสงสัย ไม่ถามผู้รู้ผู้เข้าใจก็ดี ลักษณะเช่นนี้มีโอกาสที่จะเป็นคนโง่ไม่ฉลาดขาดปัญญาได้ต่อไปภายหลัง จนกระทั่งตลอดชีวิต หรือหาที่สุดมิได้ ฉะนั้น



สำหรับการเขียน นับแต่มีการบัญญัติอักษร ก็ย่อมเป็นสิ่งที่แน่นอนที่จะต้องเขียน และทุกๆ ครั้งที่มีการเรียนการสอน ก็จะต้องใช้วิธีนี้อย่างแน่นอนและอย่างซ้ำซากจำเจ ซึ่งจะขาดเสียมิได้ ยิ่งมีเรียนมากสอนมากเท่าใด ก็ต้องใช้ขีดใช้เขียนมากเท่านั้น



วิธีการทั้ง 4 ดังที่ได้แสดงมา แต่ละอย่างต่างก็ให้เกิดผล คือ เป็นต้นตอบ่อเกิดแห่งปัญญาได้เสมอ เหมือนกัน ฉะนั้น ผู้หวังความเจริญรุ่งเรืองด้วยปัญญา ไม่ว่าจะเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะ ภาวะ เพศ วัยใดก็ตาม ก็ควรน้อมตนมาสนใจในวิธีการดังที่แสดงมา มุ่งมั่นหันหน้ามาประกอบอย่างจริงจังก็จะประสบความสำเร็จดังที่หวังได้