วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

เครื่องมือบัณฑิต khasod


เครื่องมือบัณฑิต

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


ธีรชน คือ คนที่เป็นปราชญ์ เป็นที่ทราบกันว่า ท่านเป็นผู้เฉลียวฉลาด ทรงคุณธรรมบำเพ็ญกุศลความดี มีสติปัญญาสามารถรู้ได้หลายอย่าง และหลายทาง เช่นเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณ รู้จักกาลนิยม และการเลือกคบคน เป็นต้น คนที่รู้หลักนักปราชญ์ มีความเฉลียวฉลาดเช่นนี้ เรียกว่า บัณฑิต เพราะเป็นผู้ดำเนินชีวิตของตนให้เป็นไปด้วยเหตุและผล และด้วยปัญญา ซึ่งหมายความว่า ดำรงชีพอยู่ด้วยปัญญาคติ ที่มุ่งตรงไปในประโยชน์ทั้งหลายอย่างแน่วแน่แท้จริง และมั่นคง



บัณฑิตนั้น เป็นผู้มีคุณธรรม สำหรับเป็นเครื่องค้ำประกันชีวิตในฐานะเป็นบัณฑิตมากมาย เช่น เป็นผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 ประการ เช่น เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต เป็นต้น จนกระทั่งมีสัมมาทิฐิเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เรียกว่า เป็นหลักการ ซึ่งใครก็ตามมีอุตสาหะ พยายามประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ ก็มีโอกาสที่จะเป็นบัณฑิตได้ ถ้ากล่าวอ้างอิงถึงบุคคลก็ได้แก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า เหล่าอสีติมหาสาวก และรวมทั้งสาวกของพระตถาคตอื่นๆ เช่น ครูสุเนตรและอกิตติดาบส เป็นต้น ปูชนียบุคคลเหล่านี้ เรียกว่า เป็นบัณฑิต เพราะเป็นผู้มอบกาย ถวายชีวิตไว้ในพระพุทธศาสนา



องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสลักษณะของบัณฑิตไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตในโลกนี้เป็นผู้มีปกติคิดดี พูดดี และทำดี คือ บัณฑิตมีปกติคิดดี เป็นประจำ พูดด้วยถ้อยคำที่ดีอย่างสม่ำเสมอ และทำดีอยู่เป็นนิจจนตลอดชีวิตของท่าน คำ



วิธีการที่จะเป็นบัณฑิตนั้น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็ยังใช้หลักการที่เหมือนๆกัน หรืออย่างเดียวกันนั่นคือ สุ จิ ปุ ลิ วินิมิตโต กถํ โส ปณฺฑิโต ภเว ซึ่งแปลว่า เว้นจากการฟัง การคิด การถาม และการเขียนเสียแล้ว ไฉนเล่า จะเป็นบัณฑิตได้



ในทางพระพุทธศาสนา การฟังถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะเป็นทางก่อให้เกิดปัญญา ส่วนการคิด คนที่เป็นนักคิด ได้ฟังสิ่งใดๆ แล้ว นำมาขบคิดพิจารณาหาเหตุผลในภายหลังก็ดี ขบคิดพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างรอบคอบ ด้วยสติปัญญาความสามารถของตนเองก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นตอก่อให้เกิดปัญญา สำหรับการถาม ถ้าบุคคลใดไม่รู้และไม่เข้าใจแล้ว ไม่ยอมถามใครๆ ก็ดี เคลือบแคลงสงสัย ไม่ถามผู้รู้ผู้เข้าใจก็ดี ลักษณะเช่นนี้มีโอกาสที่จะเป็นคนโง่ไม่ฉลาดขาดปัญญาได้ต่อไปภายหลัง จนกระทั่งตลอดชีวิต หรือหาที่สุดมิได้ ฉะนั้น



สำหรับการเขียน นับแต่มีการบัญญัติอักษร ก็ย่อมเป็นสิ่งที่แน่นอนที่จะต้องเขียน และทุกๆ ครั้งที่มีการเรียนการสอน ก็จะต้องใช้วิธีนี้อย่างแน่นอนและอย่างซ้ำซากจำเจ ซึ่งจะขาดเสียมิได้ ยิ่งมีเรียนมากสอนมากเท่าใด ก็ต้องใช้ขีดใช้เขียนมากเท่านั้น



วิธีการทั้ง 4 ดังที่ได้แสดงมา แต่ละอย่างต่างก็ให้เกิดผล คือ เป็นต้นตอบ่อเกิดแห่งปัญญาได้เสมอ เหมือนกัน ฉะนั้น ผู้หวังความเจริญรุ่งเรืองด้วยปัญญา ไม่ว่าจะเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะ ภาวะ เพศ วัยใดก็ตาม ก็ควรน้อมตนมาสนใจในวิธีการดังที่แสดงมา มุ่งมั่นหันหน้ามาประกอบอย่างจริงจังก็จะประสบความสำเร็จดังที่หวังได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น