กตัญญูกตเวที
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
คําว่ากตัญญูกตเวที แยกเป็นสองความหมาย คือ กตัญญู หมายถึง คนที่รู้อุปการะที่ผู้อื่นทำให้ตน ส่วน กตเวที หมายถึง คนที่รู้แล้วและตอบแทนคุณท่านด้วย แต่เมื่อท่านนำคำ กตัญญูกตเวที มารวมกันเข้าเป็นคุณลักษณะของคนๆ เดียว ย่อมมีความหมายสูงเป็นอันเดียว หมายถึง คนที่รู้อุปการะของท่านด้วย ตอบแทนคุณท่านด้วย ไม่ใช่เพียงแต่รู้เฉยๆ และไม่ใช่สักแต่ว่าทำอะไรไปโดยไม่รู้ ส่วนท่านผู้เคยให้ความอุปการะหรือมีบุญคุณนั้น เรียกว่า บุพการี
ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี มีคุณธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะให้ผลเกิดความเจริญและสันติสุขแก่ชีวิต
คุณธรรมข้อ กตัญญูกตเวที จึงเป็นข้อปฏิบัติที่คู่กับบุญคุณ หรืออุปการคุณที่ท่านได้ทำให้แล้วก่อน ไม่ว่าท่านผู้กระทำอุปการคุณนั้นจะมีความประพฤติปฏิบัติเช่นไรก็ตาม ก็ชื่อว่าบุพการีของผู้ได้รับอุปการะนั้น
ผู้เคยได้รับอุปการะพึงรู้คุณ ระลึกถึงและตอบแทนคุณท่านผู้มีอุปการะ ตามกำลังและโอกาสจะอำนวย ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ เป็นบุพการีของลูกๆ เพราะท่านเป็นผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดูด้วยความรัก ด้วยเมตตาและกรุณา มีความปรารถนาจะให้ลูกรักมีความสุขและความเจริญ ลูกมีทุกข์ก็ปรารถนาจะให้ลูกพ้นทุกข์
เมื่อรู้และระลึกถึงพระคุณของพ่อแม่แล้ว พึงปฏิบัติดีตอบแทนพระคุณท่าน โดยประการต่างๆ เป็นต้นว่า
1.ช่วยทำกิจของท่านด้วยความเต็มใจ ไม่บิดพลิ้วหรือคอยหลีกเลี่ยง
2.ทำให้เสื่อมเสีย
3.ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาทของท่าน
4.รักษาน้ำใจท่าน ไม่ทำให้ท่านต้องเสียน้ำตา น้ำใจ เพราะความประพฤติไม่ดีของตน
5.ท่านเลี้ยงดูเรามาแล้ว เมื่อเรามีกำลังพอก็เลี้ยงดูท่านตอบ
6.ท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศให้
ผู้มีความกตัญญูกตเวทีย่อมจะเป็นผู้เจริญในทุกที่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสมงคลข้อ ความกตัญญู ว่า เป็น อุดมมงคล คือ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความเจริญและสันติสุขในชีวิตได้เป็นอย่างดีที่สุด ข้อหนึ่ง
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร
www.watdevaraj.com
ฉลาดในประโยชน์ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร www.watdevaraj.comความเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์เป็นคุณธรรมสำคัญ ที่สนับสนุนให้บำเพ็ญกิจที่มีประโยชน์ ตามแนวทางของผู้รู้ทั้งหลายผู้ฉลาดในประโยชน์จะบำเพ็ญกิจที่มีประโยชน์ได้เป็นอย่างดี ต้องมีคุณธรรม เช่น ความอาจหาญ ซื่อตรง เที่ยงธรรม ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น เป็นกำลังช่วยส่งเสริมอีกชั้นหนึ่ง เป็นผู้อาจหาญ คือ ไม่หวาดหวั่นต่ออันตราย ซึ่งจะมาขัดขวางการดำเนินงาน มุ่งความสำเร็จประโยชน์ เป็นเบื้องหน้า ใช้วิจารณญาณตรวจตราโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่าไม่มีทางผิดพลาด กระทำด้วยน้ำใจจริงปราศจากความลังเลสงสัย ทั้งไม่พรั่นพรึงต่อความยากลำบาก เมื่อประกอบการงานใดๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ย่อมสามารถให้สำเร็จได้เป็นอย่างดี หากมีหน้าที่เป็นหัวหน้า ซึ่งจะต้องนำบริวารไปสู่ความเจริญ ก็เป็นที่อุ่นใจในความสามารถว่า อาจส่งเสริมให้มีความสุข ความเจริญได้อย่างแน่นอน เป็นคนซื่อ ไม่เอารัดเอาเปรียบ ย่อมเป็นที่ไว้ใจของคนทั้งหลาย ถ้าเป็นคนคดโกง ก็เป็นภัยร้ายแรง ไม่น่าไว้วางใจ และอาจใช้ความสามารถ ของตนไปในทางที่ผิด ทำการเอารัดเอาเปรียบคนอื่นเมื่อสบโอกาสได้ วิสัยของคนซื่อ เป็นผู้รู้จักบุญคุณ ไม่ทำการลบหลู่ มีความจงรักภักดี ไม่เอาใจออกห่าง เป็นคนไม่คิดคดต่อมิตร เป็นคนเที่ยงธรรม เมื่อดำรงตำแหน่ง ผู้ปกครอง ได้รู้ชัดถึงอัธยาศัยและความประพฤติของชนทั้งหลายซึ่งมีต่างๆ กัน ทราบหลักธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไปใน หมู่ชน ย่อมสามารถรู้เท่าทันบุคคลทุกชนิด อาจประกอบกิจของผู้เป็นใหญ่โดยเที่ยงธรรม นำหมู่คณะไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์เป็นคนว่าง่าย คือ ฟังเสียงผู้อื่นบ้าง เพื่อช่วยให้รอบคอบยิ่งขึ้น ไม่พลาดพลั้ง และไม่จำเป็นที่ผู้น้อยเท่านั้นจะประพฤติเพื่อให้ผู้ใหญ่กรุณา แม้ผู้เสมอกันหรือผู้ใหญ่กว่า ก็ต้องประพฤติ เพราะเมื่อมิตรสหายหรือผู้น้อยตักเตือน หรือทักท้วงในข้อที่ถูก ก็ควรต้องฟังและทำตาม ไม่เช่นนั้น จะเป็นทางเสื่อมมิตร หรือคลายความเคารพนับถือมีอัธยาศัยอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง ทั้งไม่ดูหมิ่นผู้อื่นด้วยประการต่างๆ ความเป็นผู้อ่อนโยน ชวนให้น่ารักใคร่ และนับถือของชนทั่วไป ความไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ให้ความไว้วางใจแก่ผู้ที่สมควรให้ เป็นเครื่องรักษาน้ำใจของผู้ร่วมงานให้จงรักภักดีและกลมเกลียวไม่บาดหมาง ผู้ฉลาดในประโยชน์ต้องเป็นผู้อาจหาญ จึงสามารถประกอบกิจที่เป็นประโยชน์ให้สำเร็จ ต้องเป็นคนซื่อ จึงจะเป็นที่เชื่อถือไว้ใจของชนทุกชั้น ต้องเป็นคนตรงคือเที่ยงธรรม จึงจะเป็นที่นับถือยกย่องของประชาชน ต้องเป็นคนว่าง่าย ไม่ดื้อดึง จึงจะทำอะไรไม่ผิดพลาด ต้องเป็นคนอ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง จึงจะเป็นที่นิยมรักใคร่ของชนทั่วไป ต้องเป็นคนไม่ดูหมิ่นผู้อื่น จึงจะไม่บาดหมางกับใครๆ และทำตนให้ดีขึ้นโดยลำดับ
เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตรคอลัมน์ ธรรมะวันหยุดคนฉลาดพึงเจริญเมตตาจิตไปในหมู่สัตว์ทั้งปวง โดยไม่เลือกหน้า ไม่จำกัด เหมือนมารดามีเมตตา ปกป้องรักษาบุตรคนเดียว ยอมเสียสละได้แม้ชีวิตเมตตา หมายถึง ความรัก ความปรารถนาดี มีไมตรีจิต คิดบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น ปราศจากความอาฆาตพยาบาทโกรธเคือง เมตตาทางกายด้วยกิริยาท่าทางงดงาม ใบหน้าสายตาแช่มชื่น เมตตาทางวาจาด้วยถ้อยคำไพเราะ น่าฟัง เมตตาทางใจแสดงออกด้วยความปรารถนาดี เมตตา ทำให้จิตใจเยือกเย็นสงบ มีความสุข หากจิตใจขาดเมตตาธรรม จะมีแต่ความเดือดร้อน ทำให้เกิดความคิดโกรธแค้นขัดเคือง ความคิดเบียดเบียนอิจฉาริษยา เป็นที่สะสมบ่มความทุกข์อยู่ในใจ เมตตา เป็นธรรมข้อแรกในพรหมวิหารธรรม คือ คุณธรรมของบิดามารดา หรือผู้ใหญ่ซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่คณะ ผู้ที่มีเมตตาเป็นคุณธรรมเป็นเสมือนพระพรหมเมตตา เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในใจของเราทุกคน นอกจากตนเองจะมีเมตตาอยู่แล้วยังต้องการจะได้รับเมตตาจากผู้อื่นอีก คือปรารถนาดีต่อผู้อื่นแล้ว ต้องให้ผู้อื่นมีความรักความปรารถนาดีต่อตนเองบ้าง ผู้มีเมตตาจึงจำต้องแผ่เมตตาไปยังผู้อื่นสัตว์อื่นอยู่เสมอๆ วิธีแผ่เมตตาคือการมองคนในแง่ดี เหมือนมารดาบิดาเอ็นดูบุตรธิดา หรือนึกถึงตัวเองว่ารักความสุขเกลียดทุกข์ ผู้อื่นสัตว์อื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ เช่นกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เมื่อนึกอยู่เช่นนี้จะมีเมตตามากขึ้น ความสุขความสงบเกิดขึ้นการแผ่เมตตามี 2 อย่าง คือ 1. แผ่เมตตาโดยเจาะจงผู้ที่อยู่ใกล้ชิด2. แผ่เมตตาออกไปยังสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณจำกัดการแผ่เมตตามิใช่เฉพาะตนและคนที่รักหรือเฉพาะหมู่คณะของตนเท่านั้น พระพุทธองค์ทรงสอนให้แผ่เมตตากว้างออกไป เมตตาเปรียบเสมือนน้ำที่จะดับไฟที่เผาใจ เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตรพึงแผ่เมตตาออกไปทุกทิศ ปรับจิตให้ปราศจากพยาบาทจองเวร เมื่อทุกคนมีเมตตาต่อกัน ย่อมจะอยู่กันอย่างมีความสุข ความเจริญ พระพุทธองค์ตรัสว่า เมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลกอานุภาพแห่งเมตตาย่อมทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข สมควรอย่างยิ่งที่จะเจริญเมตตาทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ไม่เบียดเบียนข่มเหงกัน ไม่ปรารถนาทุกข์ให้แก่กัน เมตตา จึงเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความสุขทั้งแก่ตนและผู้อื่นพระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9)เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร / www.watdevaraj.com
ควบคุมจิตใจ
ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร / www.watdevaraj.com
จิตใจของคนเรานั้นต้องคอยควบคุมให้ดี ให้ถูกต้อง เพราะจิตใจของคนที่ถูกกิเลสครอบงำยากที่จะรักษาหรือดูแลให้ดีได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนให้ตามดูจิตของตนอยู่เสมอว่า มืดบอดหรือดีงาม เขาสอนดีๆ ก็โกรธ เขาพูดดีๆ ก็โกรธ เขาแนะนำดีๆ ก็โกรธ ลักษณะอย่างนี้ให้รู้ว่า เป็นจิตไม่ดี
เมื่อไปคบหาสมาคมกับจิตอย่างนี้จะทำให้เสียคน ถ้าควบคุมจิตไม่อยู่ก็จะแสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ เสียคน เสียสถาบัน เสียหมู่ เสียคณะ เพราะฉะนั้น ต้องพยายามรักษาจิตของเราให้ได้
ผู้ที่ควบคุมจิตดีแล้ว มีความสุข ดังพุทธภาษิตที่ว่า จิตที่คุ้มครองรักษาดีแล้วนำสุขมาให้ เราต้องพยายามระมัดระวังเรื่องที่คิด กิจที่ทำ และคำที่พูด ถ้าเราระมัดระวังแล้วจะไม่มีภัย 5 อย่าง คือ
1. ราชภัย คือ กฎหมายบ้านเมือง คนที่ไม่มีศีลธรรม ฆ่าคนตายก็มีความผิด เมื่อเจ้าหน้าที่จับได้ก็จะต้องถูกลงโทษ บางครั้งอาจถึงถูกประหารชีวิต ถ้าเราไม่มีศีลธรรม กฎหมายบ้านเมืองก็ลงโทษ
2. โจรภัย คนที่อยู่ด้วยกันในบ้านเดียวกัน ไม่มีศีลธรรม ก็ต้องพบกับโจรภัย เช่น ภรรยา
ไม่มีศีล ก็ลักทรัพย์ของสามี สามีไม่มีศีล ก็ลักทรัพย์ของภรรยา เอาไปใช้จ่ายนอกลู่นอกทาง ลูกที่ไม่มีศีลธรรม ก็ลักเงินพ่อแม่นำไปใช้จ่ายในทางที่ไม่ดีไม่มีประโยชน์ คนที่ไม่มีศีลธรรมจะต้องพบกับโจรภัย คือ ภัยจากโจร
3. อุทกภัย ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดในที่ทั่วไปทั่วทุกภาค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภัยเหล่านี้ไม่สามารถที่จะป้องกันได้เพราะเกิดตามธรรมชาติ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ช่วยเหลือแก้ไขกันไป แต่ภัยคือน้ำที่เกิดจากการดื่มน้ำเมา เป็นอันตรายทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติภัยชนิดนี้ เกิดจากบุคคลที่ไม่มีศีลธรรม พูดคุยกับใครก็ทะเลาะวิวาทกันทำการงานใดก็ทำให้งานที่ทำนั้นเสียหาย
4. วาตภัย ภัยที่เกิดจากลมปากคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปากการพนัน คนโน้นว่าตัวนี้ดี ตัวนี้ออก อาจารย์นั้นให้เลขนี้ อาจารย์นี้ให้เลขนั้น ถึงแม้ว่าจะถูกบ้าง แต่ก็ได้ไม่เท่าที่เสียไป ถ้าเราไปติดกับการพนันอย่างนี้จะก่อให้เกิดความเดือดร้อน ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ก็หมดไป ภัยชนิดนี้ถ้าเราไม่มีศีลธรรมเราก็จะพบความหายนะได้
5. อัคคีภัย คนที่ไม่มีศีลธรรมชอบก่อไฟเผาตัวเองด้วยภัยจากเสพยาเสพติดมีปรากฏทั่วบ้านเมือง ผู้มีหน้าที่ในการปราบปรามก็ปราบปรามกันไป ผู้ที่เสพก็เสพกันไป ภัยประเภทนี้นอกจากทำความเดือดร้อนให้กับตัวเองแล้ว ยังทำความเดือดร้อนให้กับเจ้าหน้าที่ ตลอดจนครอบครัว สังคม ประเทศชาติออกไปในวงกว้าง
ถ้าระมัดระวังโดยการตั้งอยู่ในศีลธรรม โดยเฉพาะศีล 5 ก็จะรอดพ้นจากภัยเหล่านี้ได้ และเมื่อเรามีศีลแล้ว เราก็ยกระดับจิตของเรา จากจิตที่มืดบอด จิตที่ยังไม่ได้พัฒนา กลายเป็นจิตที่ดีงาม จิตที่พัฒนาแล้ว