วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การทำหน้าที่ khaosod

การทำหน้าที่

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


คคล ในโลกนี้ตามปกติเป็นผู้เตรียมตัวมาพร้อมเพื่อทำหน้าที่ ธรรมชาติจึงได้สร้างสรรค์ให้มีอวัยวะมาด้วยอย่างพร้อมเพรียง มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีมือ เท้า มีสมอง เป็นต้น

หน้าที่มี 2 ชนิด คือ หน้าที่เพื่อตน และหน้าที่เพื่อคนอื่น เพราะเหตุที่บุคคลผู้เกิดมาแล้ว จะดำรงชีพให้ยั่งยืนเป็นผาสุกอยู่ได้ไม่ใช่เพราะทำหน้าที่ของตนอย่างเดียว ต้องเกี่ยวข้องด้วยหน้าที่ของผู้อื่น ที่คอยเข้ามาช่วยค้ำจุนอุดหนุนเอาไว้ด้วย จึงจะดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความสุข

หน้าที่ อันจำต้องทำไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของตนหรือของผู้อื่น ย่อมมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง เป็นต้น สำหรับบุคคลผู้มุ่งความเจริญแล้ว การงานที่ใหญ่จะกลายเป็นเล็ก การงานที่มากจะกลายเป็นน้อย เพราะเหตุว่าความมุ่งต่อความเจริญ เป็นคุณธรรมที่จะทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ความสนุกร่าเริง มีกำลังใจแข็งแรงในการงาน

บุคคลผู้นับเนื่องในหมู่ ย่อมจำเป็นที่ต้องช่วยกัน เพราะเป็นการช่วยตัวเองรวมอยู่ด้วย เช่น การช่วยกันสร้างถนนเพื่อความสะดวกในการไปมา สร้างบ่อน้ำเพื่ออาบกินและใช้สอยอย่างอื่น เป็นต้น การสร้างสิ่งเหล่านี้แม้จะมีเจตนาว่าทำเพื่อผู้อื่นก็จริง แต่ตนย่อมมีหุ้นส่วนในการที่จะได้รับประโยชน์ร่วมอยู่ด้วย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

บุคคลผู้มุ่งต่อความเจริญดังกล่าว ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอีกหลายประการคือ ความไม่เกียจคร้าน การพิจารณาหาทางที่จะทำให้หน้าที่อันต้องทำลุล่วงไป อาจทำและอาจจัดได้เพื่อช่วยค้ำจุนให้ความมุ่งต่อความเจริญสำเร็จเป็นที่พึ่ง ได้จริงๆ คุณสมบัติดังกล่าวนี้ถ้าบุคคลจะมีแต่ความมุ่งต่อความเจริญเท่านั้น ไม่มีความขยันหมั่นเพียรในการกระทำ ความมุ่งต่อความเจริญจะกลายเป็นความละเมอเพ้อฝัน ไม่มีทางสำเร็จได้ ต้องอาศัยความไม่เกียจคร้านช่วยค้ำจุน จึงจะมีทางสำเร็จได้ตามจุดมุ่งหมาย

แนวทางในการปฏิบัติหน้าที่มีหลักใหญ่ๆ ที่ควรจะได้พิเคราะห์อยู่ 3 ประการ คือ

1.ทำหน้าที่โดยรู้ทางเสียหรือทางเสื่อม

2.ทำหน้าที่โดยรู้ทางได้หรือทางเจริญ

3.ทำหน้าที่โดยรู้ทั้งทางเสียทั้งทางได้

บุคคล ผู้ทำหน้าที่โดยยึดหลัก 3 ประการนี้เป็นแนวทาง ชื่อว่าเป็นผู้อาจทำ อาจจัดได้โดยสมบูรณ์ มีแต่ทางได้ไม่มีทางเสีย หรือหากจะเสียก็น้อยกว่าได้ เพราะเป็นการเสียเพื่อการได้มา และมีแต่ทางเจริญ ไม่มีทางเสื่อม

ผล แห่งการปฏิบัติชอบเช่นนั้น ย่อมจะเป็นเหตุให้เป็นที่รักเคารพนับถือ เป็นที่เอ็นดูกรุณาของผู้อื่น และย่อมจะได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูล ตลอดถึงการแนะนำพร่ำสอนด้วยน้ำใจอันงามจากผู้อื่น

มิตรภาพระหว่างกัน ย่อมจะมีขึ้นอย่างแนบแน่นสนิทสนม ปราศจากความระแวงใจในกันและกัน

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

goodandbadfromkhaosod-3

เกณฑ์วินิจฉัยกรรมดี-กรรมชั่ว (3)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)

อีกชุดหนึ่ง โดยมากเป็นลักษณะจิตและบุคลิกภาพของพระอรหันต์เหมือนกัน แต่เน้นเฉพาะแง่ที่เป็นอิสระ เช่น อนัลลีนะ-ไม่ติด หรือไม่หมกมุ่น อนัชโฌสิต-ไม่สยบ อนูปลิตต์-ไม่ถูกฉาบติด หรือ ไม่แปดเปื้อน อนิสสิต-ไม่พึ่งพิง ไม่ขึ้นต่อสิ่งใด วิสัญญุต-ไม่พัวพัน วิปปมุตต์-หลุดพ้น วิมริยาทิกตจิต -มีจิตไร้ขอบคั่น หรือมีใจไร้เขตแดน



เพื่อให้กำหนดได้ง่ายขึ้น อาจรวมลักษณะเหล่านี้ เข้าเป็นกลุ่มได้ ดังนี้



1.ตั้งมั่น เช่น แน่วแน่ อยู่ตัว ทรงตัวเรียบสม่ำเสมอ ไม่หวั่นไหว ไม่วอกแวก ไม่พล่าน ไม่ส่าย



2.บริสุทธิ์ผ่องใส เช่น ปราศสิ่งมัวหมอง ไม่ขุ่นมัว ไม่เศร้าหมอง ไร้ไฝฝ้า เกลี้ยงเกลา ผุดผ่อง แจ่มจ้า สว่างไสว



3.โปร่งโล่งเป็นอิสระ เช่น ไม่ติดข้อง ไม่คับแคบ ไม่ถูกจำกัดขัดขวาง ไม่ถูกกดทับหรือบีบคั้น ไม่อึดอัด กว้างขวาง ไร้เขตแดน



4.เหมาะแก่การใช้งาน เช่น นุ่มนวล อ่อนละมุน เบาสบาย ไม่หนัก คล่องแคล่ว ทนทาน ไม่เปราะเสาะ ไม่กระด้าง ซื่อตรง ไม่เอนเอียง ไม่คดงอ ไม่บิดเบือน ไม่เฉไฉ



5.สงบสุข เช่น ผ่อนคลาย เรียบสงบ ไม่เครียด ไม่คับแค้น ไม่เดือดร้อน ไม่กระสับกระส่าย หรือทุรนทุราย ไม่ขาดแคลน ไม่หิวโหย เอิบอิ่ม



เมื่อทราบลักษณะของจิตใจที่สมบูรณ์ มีสุขภาพ ดี ไร้มลทินโทษเช่นนี้แล้ว ก็พึงนำเอาธรรมที่ได้ชื่อว่าเป็นกุศลและอกุศลมาพิจารณาตรวจสอบดูว่า ธรรมที่เป็นกุศล ส่งเสริมคุณภาพและสมรรถภาพของจิตใจ จริงหรือไม่ อย่างไร และธรรมที่เป็นอกุศล ทำให้จิต มีโรค เกิดความเน่าเสีย ผุโทรม เสียหายบกพร่อง ไม่สบาย เป็นทุกข์ เสื่อมเสียคุณภาพและสมรรถภาพจิต จริงหรือไม่ อย่างไร



ตัวอย่างกุศลธรรม เช่น สติ-ความระลึกได้ ความสามารถคุมจิตอยู่กับสิ่งที่พึงเกี่ยวข้อง หรือกิจที่ต้องทำ เมตตา-ความรัก ความปรารถนาดี ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข อโลภะ-ความไม่โลภ ว่างจากความอยากใคร่ติดใจ ตลอดจนมีความคิดเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ปัญญา-ความรู้ชัด ความเข้าใจ ความรู้เท่าทันตามความเป็นจริง ปัสสัทธิ-ความผ่อนคลายสงบ เย็นกายเย็นใจ ไม่เครียด ไม่กระสับกระส่าย กุศลฉันทะ-ความพอใจใฝ่รักสิ่งดีงาม อยากรู้อยากทำให้เป็นจริง มีจิตพุ่งแล่นไปในแนวทางแห่งเหตุปัจจัย มุทิตา-ความพลอยเบิกบาน ยินดี บันเทิงใจ เมื่อผู้อื่นประสบความเจริญหรือเป็นสุข เป็นต้น



ตัวอย่างอกุศลธรรม เช่น กามฉันท์-ความอยากได้ใคร่เอา พยาบาท-ความคิดร้าย ขัดเคือง หรือแค้นใจ ถีนมิทธะ-ความหดหู่ ท้อแท้ หงอยเหงา เซื่องซึม และโงกง่วง อุทธัจจกุกกุจจะ-ความฟุ้งซ่าน คิดพล่าน หงุดหงิด กลัดกลุ้ม รำคาญ และเดือดร้อนใจ วิจิกิจฉา-ความลังเล ไม่อาจตัดสินใจ โกธ-ความโกรธ อิสสา-ความริษยา เห็นคนอื่นได้ดีทนไม่ได้ มัจฉริยะ-ความตระหนี่ ความหึงหวง ความคิดเกียดกัน เป็นต้น



เมื่อมีเมตตา จิตใจย่อมสุขสบาย แช่มชื่นผ่องใส ปลอดโปร่งและกว้างขวาง เป็นสภาพเกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ส่งเสริมคุณภาพและสมรรถภาพของจิต เมตตาจึงเป็นกุศล สติ ทำให้ใจอยู่กับสิ่งที่กำลังเกี่ยวข้องหรือต้องทำ ระลึกได้ถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมในกรณีนั้นๆ และป้องกันไม่ให้อกุศลธรรมทั้งหลายได้โอกาส ทำให้จิตใจอยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำงานได้อย่างดี สติจึงเป็นกุศล



ความริษยา ทำให้จิตใจแคบ ถูกกดทับ บีบคั้น ไม่สบาย ไม่ปลอดโปร่ง บั่นทอนคุณภาพและสุขภาพจิตอย่างเห็นได้ชัด ความริษยาจึงเป็นอกุศล ความโกรธ ก็แผดเผาใจของตนเอง บีบคั้นกระทบใจให้ไม่สบาย และส่งผลกระทบกระเทือนออกมาถึงสุขภาพกายได้อย่างรวดเร็ว จึงเห็นได้ชัดเช่นกันว่าเป็นอกุศล กามฉันท์ หรือแม้ความโลภ อย่างกว้างๆ ก็ทำให้จิตใจวกวนพัวพัน ติดข้อง กลัดกลุ้ม หรือเอนเอียงไป เดินไม่ตรง และมัวหมอง ไม่โล่ง ไม่โปร่ง ไม่ผ่องใส จึงเป็นอกุศล ดังนี้เป็นต้น



มีข้อสังเกตว่า ความหดหู่ หงอยเหงา เฉาซึม และความฟุ้งซ่าน เป็นต้น แม้จะเป็นอกุศล แต่ในภาษาไทยจะเรียกว่าเป็นความชั่ว ก็คงไม่สู้ถนัดปากนัก ในทำนองเดียวกัน กุศลธรรมบางอย่าง เช่น ความสงบผ่อนคลายภายในกายในใจ จะเรียกในภาษาไทยว่าความดี ก็อาจจะไม่สนิททีเดียวนัก นี่เป็นตัวอย่างแง่หนึ่งให้เห็นว่า กุศลและอกุศล กับความดีและความชั่ว มิใช่มีความหมายตรงกันแท้ทีเดียว



เมื่อเข้าใจความหมายของกุศลและอกุศลอย่างนี้แล้ว ก็ย่อมเข้าใจความหมายของกรรมดี และกรรมชั่ว คือ กุศลกรรม และอกุศลกรรมด้วย



ดังได้กล่าวแล้วว่า เจตนาเป็นตัวกรรม ดังนั้น เจตนาที่ประกอบด้วยกุศล ก็เป็นกุศลเจตนา และเป็นกุศลกรรม เจตนาที่ประกอบด้วยอกุศล ก็เป็นอกุศลเจตนา และเป็นอกุศลกรรม


หน้า 27

goodandbadfromkhaosod-2

เกณฑ์วินิจฉัย กรรมดี-กรรมชั่ว (2)

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)

ความหมายเชิงอธิบายในทางธรรมของกุศล ที่ถือได้ว่าเป็นหลัก มี 4 อย่าง คือ

1.อาโรคยะ ความไม่มีโรค คือสภาพจิตที่ไม่มีโรค อย่างที่นิยมเรียกกันบัดนี้ว่า สุขภาพจิต หมายถึง สภาวะหรือองค์ประกอบที่เกื้อกูลแก่สุขภาพจิต ทำให้จิตไม่ป่วยไข้ ไม่ถูกบีบคั้น ไม่กระสับกระส่าย ไม่โทรม ไม่อ่อนแอ เป็นจิตแข็งแรง คล่องแคล่ว สบาย ใช้งานได้ดี เป็นต้น



2.อนวัชชะ ไม่มีโทษ หรือไร้ตำหนิ แสดงถึงภาวะที่จิตสมบูรณ์ ไม่บกพร่อง ไม่เสียหาย หรือไม่มีของเสีย ไม่มัวหมอง ไม่ขุ่นมัว สะอาด เกลี้ยงเกลา เอี่ยมอ่อง ผ่องแผ้ว เป็นต้น



3.โกศลสัมภูต เกิดจากปัญญา หรือเกิดจากความฉลาด หมายถึง ภาวะที่จิตประกอบอยู่ด้วยปัญญาหรือมีคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งเกิดจากความรู้ความเข้าใจ สว่าง มองเห็นหรือรู้เท่าทันความเป็นจริง สอดคล้องกับหลักที่ว่า กุศลธรรมมีโยนิโสมนสิการ คือความรู้จักคิดแยบคายหรือรู้จักทำใจอย่างฉลาด เป็นปทัฏฐาน



4.สุขวิบาก มีสุขเป็นวิบาก คือ เป็นสภาพที่ทำให้มีความสุข เมื่อกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดความสุขสบายคล่องใจในทันทีนั้นเอง ไม่ต้องรอว่าจะมีผลตอบแทนภายนอกหรือไม่ เหมือนกับว่า เมื่อร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคเบียดเบียน (อโรค) ไม่มีสิ่งสกปรกเสียหาย ปราศจากมลทินหรือของที่เป็นพิษภัยมาพ้องพาน (อนวัชชะ) และรู้ตัวว่าอยู่ในที่มั่นคงปลอดภัยถูกต้องเหมาะสม (โกศลสัมภูต) ถึงจะไม่ได้เสพเสวยสิ่งใดพิเศษออกไป ก็ย่อมมีความสบาย ได้เสวยความสุขอยู่แล้วในตัว



นอกจากความหมายทั้ง 4 นี้แล้ว คัมภีร์บางแห่งกล่าวถึงความหมายอื่นอีก 3 อย่าง คือ เฉกะ แปลว่า ฉลาด และ เขมะ แปลว่า เกษม คือปลอดโปร่ง มั่นคง ปลอดภัย และ นิททรถะ แปลว่า ไม่มีความกระวนกระวาย แต่พอจะเห็นได้ว่า ความหมาย 3 อย่างนี้ รวมลงได้ในความหมาย 4 อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างบน และในบรรดาความหมาย 4 อย่างนั้น ความหมายที่ 3 คือ โกศลสัมภูต เป็นความหมายแกน



ความหมายของอกุศล ก็พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามจากที่กล่าวมานี้ คือ เป็นสภาพจิตที่มีโรค ไร้สุขภาพ มีโทษ มีตำหนิ มีข้อเสียหาย เกิดจากอวิชชา และมีทุกข์เป็นวิบาก พูดสั้นๆ อีกนัยหนึ่งว่า เป็นสภาพที่ทำให้จิตเสียคุณภาพและเสื่อมสมรรถภาพ ตรงข้ามกับกุศล ที่ส่งเสริมคุณภาพและสมรรถภาพของจิต



เพื่อให้เห็นความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น อาจบรรยายลักษณะของจิตที่ดีงาม ไร้โรค ไม่มีโทษ เป็นต้น ให้ดูก่อน แล้วพิจารณาว่า กุศลธรรมคือสิ่งที่ทำให้จิตมีลักษณะเช่นนั้น หรือกุศลธรรมทำให้เกิดสภาพจิตเช่นนั้นอย่างไร อกุศลธรรมคือสิ่งที่ทำให้จิตขาดคุณลักษณะเช่นนั้น หรือทำให้จิตเสื่อมเสียสภาพเช่นนั้นอย่างไร



ลักษณะที่จะกล่าวต่อไปนี้ นำมาจากบาลีในที่ต่างๆ หลายแห่ง เป็นลักษณะของจิตที่ดีงาม ตั้งแต่ระดับสามัญ จนถึงขั้นสูงสุด คือจิตของพระอรหันต์ ขอให้ถือว่าเป็นการวางภาวะที่สมบูรณ์ไว้เป็นมาตรฐาน



ชุดหนึ่งว่า ปัสสัทธะ - ผ่อนคลาย หรือเรียบสงบ หรือเย็นสบาย ลหุ - เบา มุทุ - นุ่มนวล หรืออ่อนโยน หรือละมุน กัมมัญญะ - ควรแก่งานหรือพร้อมที่จะใช้งาน ปคุณ - คล่องแคล่ว อุชุ - ซื่อตรง ไม่คดโค้งโกงงอบิดเบือนเชือนแช



ชุดหนึ่งว่า มุทุ - นุ่มนวล ละมุน กัมมนียะ - ควรแก่งาน เหมาะแก่การใช้งาน ปภัสสร - ผ่องใส แจ่มจ้า อปภังคุ - ไม่เปราะเสาะ แข็งแรงทนทาน สมาหิต - ตั้งมั่น อนาวรณ์ - ไม่มีสิ่งกีดกั้น ไม่ถูกจำกัด อนิวรณ์ - ไม่มีสิ่งขัดขวาง ไม่ติดขัดหรือคับข้อง อนุปักกิลิฏฐ - ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว อนัชฌารุฬห์ - ไม่ถูกกดทับ ไม่ถูกกดถูกบีบ อวิฆาต - ไม่คับแค้น ไม่คับเครียดอึดอัด



อีกชุดหนึ่งว่า สมาหิตะ - ตั้งมั่น ทรงตัวเรียบสม่ำเสมอ ปริสุทธะ - สะอาด หมดจด ปริโยทาตะ - ผุดผ่องกระจ่าง สว่างไสว อนังคณะ - ไร้ไฝฝ้า โปร่งโล่งเกลี้ยงเกลา วิคตูปกิเลสะ - ปราศสิ่งมัวหมอง มุทุภูตะ - นุ่มนวล ละมุนละไม กัมมนียะ - ควรแก่งาน ฐิตะและอาเนญชัปปัตตะ - ทรงตัวอยู่ ตั้งอยู่ได้ เข้าที่ อยู่ตัว ไม่หวั่นไหว แน่วแน่ ไม่วอกแวก



ลักษณะต่อไปนี้ โดยมากเป็นภาวะจิตและบุคลิกภาพของพระอรหันต์ นำมาลงไว้สำหรับประกอบการพิจารณาด้วย เช่น อกิญจนะ - ไม่มีอะไรค้างใจ ไม่มีสิ่งคั่งค้างกังวล สันตะ - สงบ ซึ้ง อโศก - ไร้โศก วิรชะ - ไม่มีธุลี เขมะ - เกษม ปลอดโปร่ง มั่นคง ไม่มีภัย นิจฉาตะ - ใจไม่โหยหิว ใจอิ่ม สีติภูตะ - เย็น หรือเย็นซึ้ง นิพพุตะ - หมดร้อน เสรี - เที่ยวไปได้ตามสบาย ไม่มีอะไรเกาะเกี่ยว สยังวสี - มีอำนาจในตัวเอง เป็นตัวของตัวเองแท้จริง สุขี - มีความสุข หรือเป็นสุข 


หน้า 27

goodandbadfromkhaosod-1

เกณฑ์วินิจฉัย กรรมดี-กรรมชั่ว (1)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)

เกณฑ์ตัดสิน ความดี-ความชั่ว



ก) ปัญหาเกี่ยวกับความดี-ความชั่ว



กรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความดีและความชั่วโดยตรง เมื่อพูดถึงกรรม จึงควรพูดถึงเรื่องความดีและความชั่วไว้ด้วย เพื่อช่วยให้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรรมชัดเจนยิ่งขึ้น



เรื่องความดีและความชั่ว มักมีปัญหาเกี่ยวกับความหมายและหลักเกณฑ์ที่จะวินิจฉัย เช่นว่า อะไรและอย่างไร จึงจะเรียกว่าดี อะไรและอย่างไร จึงจะเรียกว่าชั่ว



อย่างไรก็ตาม ปัญหาเช่นนี้มีมากเฉพาะในภาษาไทยเท่านั้น ส่วนในทางธรรม ที่ใช้คำบัญญัติจากภาษาบาลี ความหมายและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้นับได้ว่าชัดเจน ดังจะได้กล่าวต่อไป



คำว่า "ดี" และ "ชั่ว" ในภาษาไทย มีความหมายกว้างขวางมาก โดยเฉพาะคำว่าดี มีความหมายกว้างยิ่งกว่าคำว่าชั่ว คนประพฤติดีมีศีลธรรม ก็เรียกว่าคนดี อาหารอร่อยถูกใจผู้ที่กิน ก็อาจพูดว่า อาหารมื้อนี้ดี หรืออาหารร้านนี้ดี เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพหรือทำงานเรียบร้อย คนก็เรียกว่าเครื่องยนต์ดี ไม้ค้อนที่ใช้ได้สำเร็จประโยชน์สมประสงค์ คนก็ว่าค้อนนี้ดี ภาพยนตร์ที่สนุกสนานถูกใจ คนที่ชอบก็ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดี ภาพเขียนสวยงาม คนก็ว่าภาพนี้ดี หรือถ้าภาพนั้นอาจขายได้ราคาสูง คนก็ว่าภาพนั้นดีเช่นเดียวกัน โรงเรียนที่บริหารงานและมีการสอนได้ผล นักเรียนเก่ง ก็เรียกกันว่าโรงเรียนดี โต๊ะตัวเดียวกัน คนสามคนบอกว่าดี แต่ความหมายที่ว่าดีนั้นอาจไม่เหมือนกันเลย คนหนึ่งว่าดีเพราะสวยงามถูกใจเขา อีกคนหนึ่งว่าดีเพราะเหมาะแก่การใช้งานของเขา อีกคนหนึ่งว่าดีเพราะเขาจะขายได้กำไรมาก



ในทำนองเดียวกัน ของที่คนหนึ่งว่าดี อีกหลายคนอาจบอกว่าไม่ดี ของบางอย่างมองในแง่หนึ่งว่าดี มองในแง่อื่นอาจว่าไม่ดี ความประพฤติหรือการแสดงออกบางอย่าง ในถิ่นหนึ่งหรือสังคมหนึ่งว่าดี อีกถิ่นหนึ่งหรืออีกสังคมหนึ่งว่าไม่ดี ดังนี้เป็นต้น หาที่ยุติไม่ได้ หรืออย่างน้อยไม่ชัดเจน อาจต้องจำแนกเป็นดีทางจริยธรรม ดีในแง่สุนทรียภาพ ดีในแง่เศรษฐกิจ เป็นต้น



เหตุที่มีความยุ่งยากสับสนเช่นนี้ ก็เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่า และคำว่า "ดี" หรือ "ไม่ดี" ในภาษาไทย ใช้กับเรื่องที่เกี่ยวกับคุณค่าได้ทั่วไปหมด ความหมายจึงกว้างขวางและผันแปรได้มากเกินไป



เพื่อตัดปัญหาเกี่ยวกับความยุ่งยากสับสนนี้ จึงจะไม่ใช้คำว่าดี ไม่ดี หรือชั่ว ในภาษาไทย และเป็นอันไม่ต้องพิจารณาปัญหา เกี่ยวกับคุณค่าด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด



ในการศึกษาเรื่องความดีความชั่วที่เกี่ยวกับกรรมนี้ มีข้อควรทราบดังนี้



ก.ความดีความชั่ว ณ ที่นี้ เป็นการศึกษาในแง่ของกรรมนิยาม และมีคำเรียกโดยเฉพาะว่า "กุศล" และ "อกุศล" ตามลำดับ คำทั้งสองคำนี้มีความหมายและหลักเกณฑ์วินิจฉัยที่นับได้ว่าชัดเจน



ข.การศึกษาเรื่องกุศลและอกุศลนั้น มองในแง่จริยธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของกรรม-นิยาม จึงเป็นการศึกษาในแง่สภาวะ หาใช่เป็นการศึกษาในแง่คุณค่าอย่างที่มักเข้าใจกันไม่ การศึกษาในแง่คุณค่าเป็นเรื่องในระดับสมมตินิยามหรือสังคมบัญญัติ ซึ่งมีขอบเขตที่แยกจากกรรมนิยามได้ชัดเจน



ค.ความเป็นไปของกรรมนิยาม ย่อมสัมพันธ์กับนิยามอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะที่พึงใส่ใจพิเศษ คือ ในด้านภายในบุคคล กรรมนิยาม อิงอยู่กับจิตนิยาม ในด้านภายนอก กรรมนิยามสัมพันธ์กับสมมตินิยามหรือสังคมบัญญัติ ข้อที่พึงเน้นก็คือ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างกรรมนิยาม กับสมมตินิยาม จะต้องแยกขอบเขตระหว่างกันให้ชัด และจุดเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นทั้งที่แยก และที่สัมพันธ์ระหว่างขอบเขตทั้งสองนั้น ก็มีอยู่



ข) ความหมายของกุศลและอกุศล



กุศล และอกุศล แปลกันโดยทั่วไปว่าดี และชั่วหรือไม่ดี ก็จริง แต่แท้จริงแล้วหาตรงกันทีเดียวไม่ สภาวะบางอย่างเป็นกุศล แต่อาจจะไม่เรียกว่าดีในภาษาไทย สภาวะบางอย่างอาจเป็นอกุศล แต่ในภาษาไทยก็ไม่เรียกว่าชั่ว ดังจะเห็นต่อไป



กุศล และอกุศล เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในจิตใจ และมีผลต่อจิตใจก่อน แล้วจึงมีผลต่อบุคลิกภาพ และแสดงผลนั้นออกมาภายนอก ความหมายของกุศลและอกุศลจึงเพ่งไปที่พื้นฐาน คือเนื้อหาสาระและความเป็นไปภายในจิตใจเป็นหลัก



"กุศล" แปลตามศัพท์ว่า ฉลาด ชำนาญ สบาย เอื้อ หรือเกื้อกูล เหมาะ ดีงาม เป็นบุญ คล่องแคล่ว ตัดโรคหรือตัดสิ่ง ชั่วร้ายที่น่ารังเกียจ



ส่วน "อกุศล" ก็แปลว่า สภาวะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล หรือ ตรงข้ามกับกุศล เช่นว่า ไม่ฉลาด ไม่สบาย เป็นต้น


หน้า 27

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

“สามัญลักษณ์”ของตุลาการอเมริกัน

“สามัญลักษณ์”ของตุลาการอเมริกัน


 
ผมเคยเขียนเกี่ยวกับระบบการทำงานของตุลาการอเมริกันไปบ้างแล้ว โดยระบบที่เรียกว่า common law  การตัดสินอรรถคดีในระบบอเมริกันที่มีหลักใหญ่ความคือ การใช้สามัญสำนึก (common sense) ในการตัดสินคดีต่างๆ ซึ่งก็คือ ระบบลูกขุน (jury duty) นั่นเอง ลูกขุนก็มาจากคนธรรมดาเหมือนอย่างคุณอย่างผมนี่แหละที่สามารถเข้าร่วมเป็นองค์คณะผู้พิพากษาได้ ทั้งที่เราไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายกันเอาเลยก็ยังได้ เพราะระบบตุลาการอเมริกันวัดความยุติธรรมจากสำนึกภายในของแต่ละบุคคล แม้ว่าการคัดเลือกคณะลูกขุนจะมีขั้นตอนและอาศัยคุณสมบัติพื้นฐานเหมือนกันแต่ก็ไม่เป็นที่ยุ่งยากดูสูงส่งเหมือนบางประเทศที่ใช้ระบบ civic law หรือระบบตุลาการที่อาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย
ระบบตุลาการอเมริกันตั้งอยู่บนพื้นฐานของปรัชญาที่เชื่อในความยุติธรรมและความเสมอภาคเท่าเทียมกันของมนุษย์ เชื่อว่าความรู้ไม่ใช่เครื่องวัดศีลธรรมภายในของมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ต่างหากที่เป็นมาตรวัดคุณค่าของมนุษย์ด้วยกันเอง  และการที่สังคมมนุษย์สามารถดำรงอยู่ได้ อารยธรรมมีการพัฒนามาตลอด ไม่กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน หรือเสมือนสังคมสัตว์ ก็เพราะคุณธรรมในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์
ในระบบตุลาการของอเมริกันนั้น หลายเมืองถึงกับมีการเลือกตั้ง (vote) บุคคลขึ้นมาทำหน้าที่ผู้พิพากษา ซึ่งว่าไปแล้วบุคคลที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษานี้เป็นแค่ผู้จัดระบบหรือกระบวนการตัดสินอรรถคดีให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น ผู้พิพากษาเหล่านี้ไม่มีหน้าที่ในการตัดสินคดีโดยตรงแต่เพียงผู้เดียวหรือตัดสินกันแต่เฉพาะบรรดาผู้พิพากษาอาชีพ แต่ในการพิจารณาคดีนั้นอาศัยคณะลูกขุน
เพราะความเชื่อที่ว่าเมื่อคุณกับผมฟังการไต่สวนคู่ความร่วมกับพยานบุคคลและพยานหลักฐานแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมายใดๆ นี่แหละ คุณกับผมก็สามารถที่จะสามารถจับได้ว่าใครเป็นฝ่ายพูดจริงใครเป็นฝ่ายพูดเท็จในศาล ซึ่งเป็นการปลุกสำนึกของความเป็นมนุษย์ของคุณและผมให้ทำงาน เพราะทั้งคุณทั้งผม เราต่างไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลในคดีเลย ไม่มีความผูกพันหรือมีความหลังต่อกันมาก่อน
แน่นอนว่าคุณและผมที่ทำหน้าที่ลูกขุนนี้ เราอาจมีมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งในท้ายที่สุดก็ต้องมาตัดสินกันด้วยการโหวตเช่นกันว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไร ผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้อธิบายให้คุณกับผมฟังว่าผลของข้อกฎหมายเป็นอย่างไร คุณกับผมมีสิทธิที่จะใช้หัวอกหัวใจใส่ลงไปในผลที่จะเกิดขึ้นกับคดีเหล่านี้ เช่น โทษจำคุกระยะเวลาสั้นยาว  หากคุณกับผมไม่อาศัยสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงแล้ว คุณกับผมก็อาจมีตราบาปติดอยู่ในใจ เพราะฉะนั้นคุณกับผมก็ต้องมาคิดอย่างรอบคอบว่า เราจะต้องตัดสินอย่างตรงกับสามัญสำนึกให้มากที่สุด
ระบบลูกขุนอเมริกัน ทำให้ตระหนักได้ประการหนึ่งว่า ความรู้ทางด้านกฎหมายไม่ใช่คำตอบของความยุติธรรม บุคคลที่มีความรู้ทางด้านกฎหมายไม่ได้เป็นผู้ไร้ซึ่งอคติเสมอไป หากแต่ความรู้เองกลับเป็นอคติอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือ อคติที่มาจากความรู้ หรือความเชื่อมั่นในความรู้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย นอกเหนือไปจากมุมมองการให้คุณค่าความเท่าเทียมกันของมนุษย์ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ซึ่งประเด็นนี้เชื่อมโยงไปถึงอำนาจการตรวจสอบตุลาการหรือผู้พิพากษาประจำของคนอเมริกัน อย่างเช่น การอาศัยกระบวนการเลือกตั้งในบางรัฐหรือบางเมือง เป็นต้น หากประชาชนในท้องถิ่นเห็นว่าผู้พิพากษาทำหน้าที่ได้ไม่ดี ไม่ยุติธรรม พวกเขาก็ไม่เลือกผู้พิพากษาคนเดิมต่อไป
อีกประการหนึ่งคือ ความยุติธรรมกับผลประโยชน์ หลักการของระบบกฎหมายแบบสามัญสำนึกมองว่า เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแบบขาประจำทำงานไปนานๆก็ย่อมจะยึดติดกับตำแหน่ง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผลประโยชน์ท้องถิ่นได้ ดังนั้นตำแหน่งผู้พิพากษาจึงไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ (absolute power) แต่จะขึ้นกับการตัดสินใจร่วมของคณะลูกขุนที่มาจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วไป ทั้งนี้ต้องกลับไปดูการพิจารณาคุณสมบัติของคณะลูกขุนด้วยว่า ฝ่ายอเมริกันมีการพิจารณาด้วยความเข้มงวดรัดกุม เช่น ถ้าพูดถึงสาขาอาชีพ เขาไม่เลือกบุคคลที่มีอาชีพเดียวกับคู่ความ เพราะอาจทำให้เกิดอคติในการตัดสินคดีจากความเป็นผู้ที่อยู่ในสาขาอาชีพเดียวกันก็ได้
เหนืออื่นใด คือ การมองผู้พิพากษาคือคนๆหนึ่งเหมือนกับคนทั่วไป ผมเห็นผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งที่เนวาดาถูกโอบคอโดยประชาชนและเดินสนทนาอย่างสนิมสนมในงานปาร์ตี้เรี่ยไรเงินเพื่อสังคมสงเคราะห์แห่งหนึ่ง
แต่ขณะเดียวกัน ผู้พิพากษา ก็เป็นคนของประชาชนไปด้วยในตัว เช่น ผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เพราะในระบบการสรรหาผู้พิพากษาในระดับตั้งแต่ระดับหัวหน้าศาลท้องถิ่นขึ้นไปของอเมริกัน ไม่มากก็น้อยต้องยึดโยงกับประชาชน  ดังกรณีการยึดโยงกับสภาท้องถิ่น ของเมืองหรือของรัฐ เป็นต้น
เท่ากับว่าระบบตุลาการอเมริกันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยโดยปริยาย มีการวางโครงสร้างเพื่อการตรวจสอบและถ่วงดุลจากประชาชน  เพราะเกี่ยวข้องกับมวลชนโดยตรง ตุลาการคือ สามัญชน ที่มาแล้วไปตามวาระ ความรู้ในเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่สำคัญเท่าสำนึกของความยุติธรรมต่อคู่ความหรือคู่ขัดแย้ง
น่าแปลกที่ว่า ระบบยุติธรรมของตุลาการอเมริกันผูกพันถึงมวลชนด้วย คือ เสียงส่วนใหญ่ของคณะลูกขุนที่เป็นเครื่องชี้ชะตากรรมของคู่ความในที่สุด ดังนี้แล้วก็เชื่อมโยงไปถึงความนิยมชมชอบในตัวของผู้พิพากษาด้วยว่า“สังคมท้องถิ่นนั้นๆเห็นว่าการตัดสินคดีของเขาหรือเธอยุติธรรมหรือไม่” ถ้าเห็นว่าการตัดสินไม่ค่อยยุติธรรมก็จะไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ความยุติธรรมที่ว่าก็อาศัยเครื่องมือในกระบวนการยุติธรรมด้วย เช่น พยาน หลักฐานต่างๆ ด้วย
ในส่วนของศาลสูง ซึ่งเป็นศาลการเมือง มีหน้าที่ในการตีความข้อขัดแย้งทางกฎหมายของรัฐและของประเทศ  รวมถึงข้อขัดแย้งทางการเมืองในระดับชาตินั้น ที่มาของผู้พิพากษาก็ยึดโยงกับระบอบรัฐสภาของอเมริกัน  คือโดยการเสนอชื่อของประธานาธิบดีและการรับรองของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง (รัฐละ 2 คน)
การตีความของศาลสูงอเมริกันสามารถถูกลบล้าง (overrule) ได้ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา  ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลจึงไม่ใช่เป็นคำตัดสินสุดท้ายที่จะแก้ไขอะไรไม่ได้ ระบบการถ่วงดุลของศาลสูงถูกทำโดยอำนาจของประชาชนในเชิงของการยอมรับของสาธารณะหรือที่เรียกว่า ระบบ public acceptance ที่หมายถึง คำตัดสินของศาลสูงจะต้องได้รับการยอมรับและต้องไม่ขัดแย้งกับความเห็นวิญญูชนสาธารณะจนน่าเกลียด  จนเห็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งกันในระหว่างหมู่ชนหรือประชาชนโดยทั่วไปในประเทศ
ดังนั้น ว่าโดยน้ำหนักของกระบวนการยุติธรรมอเมริกันแล้ว ได้ถูกวางไปที่ 3 ส่วน คือ  ส่วนประชาชน หมายถึง ประชาชนมีอำนาจในการจัดการเรื่องความยุติธรรมของพวกเขาด้วยกันเอง,  ส่วนความเสมอภาค หมายถึง ในระหว่างผู้มีหน้าที่ตัดสินคดีกับผู้ที่อยู่ในกระบวนการตัดสินคดีมีความเท่ากันในแง่ความเป็นมนุษย์ และส่วนความเรียบง่าย ไร้พิธีรีตองเชิงตัวบทกฎหมายในกระบวนการพิจารณาคดี หมายถึง การวางเครื่องมือ คือ สามัญสำนึกในการพิจารณาคดีไว้เป็นลำดับแรก วางเครื่องมือตัวบทกฎหมายเป็นลำดับที่สอง 
กระบวนการยุติธรรมอเมริกันไม่เชื่อในองค์เอกอธิปัตย์ตุลาการ  แต่เชื่อในปัจเจกสามัญสำนึกที่ขยายต่อไปถึงระบบสำนึกร่วมของหมู่ชนในสังคม
ระบบตุลาการอเมริกันจึงไม่แปลกแยกออกไปจากอำนาจหรือความผูกพันต่อประชาชนแต่อย่างใด มีความผันผวนของตำแหน่งในแบบที่เรียกว่า “การสถาปนาอำนาจชั่วคราวจากประชาชน” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “การสถาปนาอำนาจถาวร” ในรูปแบบข้าราชการประจำ ที่ไร้ซึ่งความผันผวน และมีการตระหนักรู้ถึงสุขทุกข์ที่เกิดจากความผันผวนของโลกภายนอก หรือโลกของชาวบ้านน้อย
เหมือนที่ผู้พิพากษาอเมริกันคนหนึ่งเคยบอกกับผมว่า “ความมั่นใจในการพิจารณาคดีของผู้พิพากษา(ว่ายุติธรรมดีแล้ว) ก็คือ ความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง” นั่นเอง
 from : http://prachatai.com/journal/2014/04/52542?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter

อยู่อย่างเคยชินกับการคอร์รัปชั้น???

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คอร์รัปชั่น (มติชนรายวัน)

วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 22:01:35 น.




ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่เขาจะขึ้นมาถึงเชียงใหม่ เขาได้ไปเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์คนที่อุบลฯและสุราษฎร์ฯมาแล้ว ผมสนใจว่าเขาได้พบอะไรที่สุราษฎร์ธานีบ้าง เขาตอบอย่างที่คาดเดาได้ว่า ผู้คนรังเกียจ "ระบอบทักษิณ" มาก แต่ในส่วนตัวคุณทักษิณ ชินวัตร เองนั้น คนสุราษฎร์ฯที่เขาได้พบปะพูดคุยต่างยอมรับว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่จัดการด้านเศรษฐกิจได้เก่ง แต่โกงชะมัด ถ้าไม่โกงเสียอย่างเดียว ก็จะเป็นนายกฯที่ดีมาก

ความรังเกียจคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรงของกระฎุมพีไทยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก ในส่วนที่ใช้คอร์รัปชั่นเพื่อเป็นอาวุธทางการเมืองในการต่อสู้กับ "ระบอบทักษิณ" นั้น ไม่ต้องพูดก็เข้าใจได้ เพราะดูเหมือนม็อบ กปปส.รังเกียจคอร์รัปชั่นของระบอบทักษิณเท่านั้น หาได้รังเกียจคอร์รัปชั่นที่เกิดใน "ระบอบ" ชวน หลีกภัย หรืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่อย่างใด อย่างที่เขาพูดกันแหละครับ ในสงครามใดๆ ก็ตาม ผู้บาดเจ็บรายแรกคือความจริงเสมอ

แม้กระนั้น ผมก็เชื่อว่า ยังมีความรังเกียจต่อการคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นจริงๆ ในหมู่กระฎุมพี นับตั้งแต่ 14 ตุลาเป็นต้นมา การขจัดคอร์รัปชั่นเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองของไทยตลอดมา ใช้เป็นจุดขายในการหาเสียง ใช้เป็นประเด็นใหญ่ในการคว่ำรัฐบาล ใช้ปลุกระดมทางการเมือง จนในที่สุดก็ตั้งหน่วยงานปราบคอร์รัปชั่นและขยายหน่วยงานนั้นให้ใหญ่ขึ้นจนกลายเป็น ป.ป.ช.ในทุกวันนี้ คนที่เกิดและเติบโตมาท่ามกลางการใช้ประโยชน์ประเด็นคอร์รัปชั่นในลักษณะต่างๆ เช่นนี้ จะไม่ให้มีความรังเกียจคอร์รัปชั่นเลยก็แปลกสิครับ

แต่ในขณะเดียวกัน คอร์รัปชั่นกับกระฎุมพีไทยนั้นเคล้าคละปะปนกันในวิถีชีวิตจนแยกออกจากกันได้ยาก ฉะนั้น แม้ว่าในส่วนหนึ่งของสำนึก มีความรังเกียจคอร์รัปชั่นจริงๆ แต่อีกส่วนหนึ่งก็รู้ว่าชีวิตของตัวดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุขได้ด้วยการอยู่ร่วมกับคอร์รัปชั่นอย่างสันติ

คอร์รัปชั่นคืออะไรต้องเข้าใจให้ตรงกันด้วย ภาษาไทยเก่ามีคำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ซึ่งแปลว่าข้าราชการเบียดบังคดโกงราษฎร เช่นแกล้งรังวัดที่นาให้มากกว่าที่มีอยู่จริง เพื่อเรียกสินบนให้ลดขนาดที่นาลงมาตามจริง ในขณะเดียวกัน เก็บส่วยสาอากรแล้วก็ไม่ส่งถึงพระคลังหลวง แต่เม้มไว้เป็นประโยชน์ของตนเอง

ขอให้สังเกตนะครับว่า สำนวน "ฉ้อราษฎร์" ของภาษาไทยเก่านั้น เจาะจงเฉพาะข้าราชการซึ่งมีอำนาจรัฐเป็นเครื่องมือในการเบียดบังทรัพย์สินราษฎร ไม่ได้หมายถึงพ่อค้าวานิชที่ผูกขาดการค้าและตั้งราคาอย่างไม่เป็นธรรม ส่วน "บังหลวง" ก็หมายเฉพาะเบียดบังพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ นอกจากนี้ สำนวน "ฉ้อราษฎร์บังหลวง"ยังไม่หมายรวมถึงพระบรมราโชบายที่รีดนาทาเน้นราษฎรด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คอร์รัปชั่นไม่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ

คำว่าคอร์รัปชั่นในภาษาอังกฤษมีความหมายกว้างกว่านั้นมาก หากดูไวพจน์ของคำ corrupt จะเห็นว่าส่อไปทางความเสื่อมทางจิตใจ หรือความเสื่อมจากระบบที่ควรจะเป็น (debase, pervert, debauch ฯลฯ) คำแปลตามตัวอักษรของภาษาบาลีว่า "ทุจริต" น่าจะตรงกว่า คือหมายถึงพฤติกรรมที่ผิดต่อสาธารณะ, บุคคล หรือ (ตรงนี้สำคัญมากนะครับ) ต่อตนเอง

ที่ผมพูดว่า กระฎุมพีไทยคุ้นเคยและมีชีวิตอยู่ร่วมมากับการคอร์รัปชั่นอย่างสันติ ก็หมายถึงคอร์รัปชั่นในความหมายกว้างอย่างในภาษาอังกฤษเช่นนี้ การอาศัย "เส้นสาย" เพื่อผูกขาด (โดยนิตินัยหรือพฤตินัยก็ตาม) ของกระฎุมพีระดับสูงเริ่มมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และ "เส้นสาย" ก็ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการลงทุนทั้งนายทุนไทยและต่างประเทศสืบมาจนถึงทุกวันนี้ และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจของชินคอร์ป.เท่านั้นด้วย ก็รู้ๆ กันอยู่ไม่ใช่หรือครับ

กระฎุมพีระดับต่ำลงมาจากนั้น ก็เคยชินกับการติดสินบนเจ้าพนักงานเพื่อความสะดวกในธุรกิจหรือดำเนินชีวิต นับตั้งแต่ติดสินบนตำรวจจราจรไปจนถึงติดสติ๊กเกอร์รถบรรทุก หรือสูบน้ำบาดาลในเขตห้ามสูบของกรุงเทพฯ หรือโทร.บอกเพื่อนตำรวจให้ไปเอาใบขับขี่ที่ถูกยึดแทนเสียค่าปรับ ยัดเงินโรงเรียนหรือสมาคมครูผู้ปกครองเพื่อเอาลูกเข้าโรงเรียนดัง แม้แต่ขึ้นเครื่องบินยังใช้เส้นเพื่อได้ที่นั่งแถวหน้า นี่คือชีวิตปกติของกระฎุมพีไทยไม่ใช่หรือครับ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" นะครับ (อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตรงๆ) แต่เป็นการทำความเสื่อมให้แก่สาธารณะ, บุคคล และตนเองเป็นสำคัญ

30 ปีมาแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า การคอร์รัปชั่นในเมืองไทยไม่ส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจเท่าในละตินอเมริกา เหตุผลก็เพราะนักการเมืองและข้าราชการที่ทุจริตต่อหน้าที่เหล่านี้ ไม่ได้นำเงินออกนอกประเทศ (นอกจากนำกิ๊กไปช็อปปิ้งที่ปารีส) แต่เก็บอยู่ในเมืองไทย บางรายก็นำเงินนี้ไปลงทุนในประเทศจนกลายเป็นเจ้าสัวใหญ่ก็แยะ นี่เป็นการมองผลของคอร์รัปชั่นทางเศรษฐกิจแท้ๆ มากกว่าจะนึกถึงความหมาย debase, pervert หรือ debauch

ในทุกวันนี้ ผมก็ได้ยินกระฎุมพีต่อต้านคอร์รัปชั่นในทำนองเดียวกัน คือหากนักการเมืองหยุดคอร์รัปชั่น ประเทศไทยก็จะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วอันดับต้นๆ ของเอเชีย
ดังนั้น ผมจึงออกจะสงสัยว่า การต่อต้านคอร์รัปชั่นของเหล่ากระฎุมพีไทยนั้น ไม่ได้คิดถึงความหมายกว้างไปกว่าส่วนแบ่งในทางโภคทรัพย์ที่จะตกถึงมือตน บางท่านอาจบอกว่ามือตนก็คือมือของสังคมโดยรวมนั่นเอง ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าใช่นะครับ เพราะระบบการแบ่งปันโภคทรัพย์ซึ่งเรามีอยู่ในเวลานี้ นับตั้งแต่ระบบภาษี ไปจนถึงอคติของการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม เพราะถ่ายเทส่วนใหญ่มาเลี้ยงกระฎุมพีในเมือง (เช่นงบประมาณแผ่นดินจาก 60-70 ถ่ายเทมาให้กรุงเทพฯแห่งเดียว) กลับไม่ทำความขุ่นเคืองให้กระฎุมพีแต่อย่างไร กระฎุมพีจึงรู้สึกสูญเสียกับการคอร์รัปชั่นเพราะเห็นว่าเป็นเงินในกระเป๋าของตนเอง แต่ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร ก็เป็นคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือครับ

ในขณะเดียวกัน ก็มีชีวิตร่วมไปกับการคอร์รัปชั่นของข้าราชการ, พ่อค้า, และระบบอย่างสันติต่อไปตามเดิม ที่รับไม่ได้มากขึ้นคือการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองเท่านั้น

แม้กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่า นี่เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง เพราะกระฎุมพีไทยก็เคยชินกับการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองมาแล้วเหมือนกัน เพราะการคอร์รัปชั่นนั้นกระทบต่อชีวิตของกระฎุมพีไม่สู้จะมากนัก เช่นทุจริตในระบบน้ำมันปาล์ม จนทำให้น้ำมันพืชขาดตลาด แต่กระฎุมพีก็ยังเข้าถึงน้ำมันพืชได้ แม้ต้องจ่ายในราคาแพงขึ้นบ้าง (ฉันไม่ได้ขายอาหารอยู่ริมทางเท้านี่จ๊ะ) ทุจริตที่ดิน ส.ป.ก.ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับกระฎุมพี (ที่ดินนี้ฉันซื้อมาเอง ตารางวาละ 25,000 นะยะ) บัลลูนที่ลอยไม่ได้ของทหาร ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันอยู่นั่นเอง แม้แต่เครื่องซีทีเอ็กซ์ที่สนามบิน ก็ไม่ได้ทำให้กระฎุมพีต้องจ่ายค่าสนามบินเพิ่มขึ้นในการเดินทาง (นี่ยะ)

อะไรที่ทำให้กระฎุมพีไทยมีสำนึกต่อต้านการคอร์รัปชั่นอย่างแหลมคมมากขึ้น ผมสงสัยว่าไม่เกี่ยวกับ "ระบอบทักษิณ" โดยตรง เพราะผมไม่คิดว่ารัฐบาลที่สนับสนุนคุณทักษิณทั้ง 3 พรรค มีประวัติการคอร์รัปชั่นที่เลวร้ายไปกว่ารัฐบาลอื่น แต่การชี้นิ้วไปยัง "ระบอบทักษิณ" ฟังขึ้นแก่กระฎุมพีก็เพราะมีแนวโน้มที่เห็นได้ชัดเจนมาก่อนรัฐบาล ทรท.ด้วยซ้ำว่า งบประมาณกลางกำลังถูกเฉลี่ยออกไปยังประชาชนในต่างจังหวัดมากขึ้น

นับตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 อปท.ได้รับส่วนแบ่งงบประมาณเพิ่มขึ้น รัฐธรรมนูญ 2540 บังคับไว้เลยว่า จะต้องเฉลี่ยงบประมาณจากส่วนกลางเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นจนถึง 35% (แม้ถูกลดลงมาในสมัยทักษิณ) โครงการประชานิยมต่างๆ ซึ่งหลีกหนีไม่พ้นในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ต้องใช้งบประมาณส่วนกลางเพื่อเกื้อหนุนคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งอยู่ในชนบท

ออกจะแน่ชัดแล้วว่า ถึงอย่างไรชนบทกำลังจะได้ส่วนแบ่งทรัพยากรงบประมาณเพิ่มขึ้น ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ตามที และโครงการใช้งบประมาณเหล่านี้ ล้วนอยู่ในการริเริ่มและดูแลของนักการเมือง ซ้ำหากยังมีการเลือกตั้งต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูงว่านักการเมืองที่ริเริ่มและดูแลโครงการจะเป็นนักการเมืองจากพรรคที่สนับสนุนคุณทักษิณ

ความรังเกียจคอร์รัปชั่นของกระฎุมพีไทยในช่วงนี้ จึงน่าจะมาจากความตระหนักรู้ว่า ส่วนแบ่งของงบประมาณกลางที่ตนเคยได้รับอยู่นั้น กำลังต้องลดสัดส่วนลงอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งคือความไม่ไว้วางใจนักการเมือง หากจะต้องสูญเสียสัดส่วนของงบประมาณซึ่งตัวเคยได้รับลง ก็อยากให้เงินจำนวนนี้อยู่ในมือของคนที่ตนให้ความไว้วางใจมากกว่า เช่น เทคโนแครต หรือข้าราชการระดับสูง

คำถามที่อาจตามมาทันทีก็คือ หากคนชนบทจะได้ส่วนแบ่งของงบประมาณเพิ่มขึ้น เขาก็ควรมีส่วนร่วมตัดสินใจว่าเงินจำนวนนั้นควรถูกใช้ไปอย่างไรไม่ใช่หรือ ดังนั้น กระบวนการประชาธิปไตยจึงน่าจะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้คนชนบทมีอำนาจที่จะร่วมในการตัดสินใจนโยบายสาธารณะในท้องถิ่นมากขึ้น เรื่องนี้ตอบได้ด้วยมติแรกๆ ของ กปปส.ว่า คนชนบทไร้การศึกษาและถูกซื้อได้ง่าย จึงไม่สมควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการวางนโยบายสาธารณะ


หลักการเรื่องคนไม่เท่ากันของ กปปส.นั้น ไม่แต่เพียงทำลายสิทธิเสมอภาคทางการเมืองของพลเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักประกันให้กระฎุมพีมั่นใจได้ว่า เงินงบประมาณในส่วนที่ตัวเคยได้นั้น จะถูกใช้ไปในทิศทางที่ฉลาดและสุจริต คือนำมันออกมาให้พ้นมือนักการเมือง คอร์รัปชั่น, ความไม่การเมือง และความไม่ประชาธิปไตย ในความคิดของกระฎุมพีซึ่งสนับสนุน กปปส.นั้น ผสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยประการฉะนี้
................

(ที่มา:มติชนรายวัน 31 มีนาคม 2557)