วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แสงสว่างคือปัญญา khaosod


แสงสว่างคือปัญญา

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


พูดถึงปัญญา คิดว่าใครๆ ก็คงรู้จัก แต่จะมีใครสักกี่คนที่นำปัญญามาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะปัญญาเป็นนามธรรม มีแต่เพียงชื่อไม่ปรากฏตัวตนให้เห็น คนส่วนมากรู้จักปัญญา ก็เพียงผลที่ปรากฏ เช่น เห็นนักเรียน นักศึกษาคนไหน เรียนเก่ง เรียนจบไว ก็เรียกคนนั้นว่า ปัญญาดี ใครที่จำอะไรเก่ง จำแม่น ก็ว่าคนนั้นปัญญาดี ความจริงแล้ว ที่กล่าวมานั้นเป็นผลของปัญญาทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัวปัญญา



ปัญญาคือ รู้อารมณ์ ตัดสินอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ มี 3 ประเภทคือ



1. ปัญญาที่ติดตัวมาแต่กำเนิด



2. ปัญญาที่เกิดจากความนึกคิด



3. ปัญญาที่เกิดจากการสั่งสมอบรมให้มีขึ้น



เมื่อพิจารณาปัญญาทั้ง 3 ประเภทนี้แล้ว จะเห็นว่าคนเราทุกคนล้วนมีปัญญาด้วยกันทั้งนั้น มีปัญญาที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ครั้นเกิดมาแล้ว ใครจะมีปัญญามากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัญญาที่เกิดจากความนึกคิด และปัญญาที่เกิดจากการสั่งสมอบรมให้มีขึ้น ผู้ใดรู้จักคิดให้มากๆ ได้รับการสั่งสมอบรมมามาก ก็มีปัญญามาก



ปัญญาเป็นเครื่องส่องสว่าง คนจะประกอบกิจการสิ่งใดได้ต้องอาศัยแสงสว่าง ถ้าไม่มีแสงสว่าง ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ คนเราถ้าปราศจากปัญญา ก็เหมือนอยู่ในที่มืด ทำอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก



ปัญญาย่อมมีทั้งคุณและโทษ สุดแท้แต่ผู้นำเอาไปใช้ ถ้านำเอาไปใช้ในทางที่ดี มีประโยชน์ ก็จะก่อให้เกิดคุณ แต่ถ้านำเอาไปใช้ในทางที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ ก็จะก่อให้เกิดโทษ



ปัญญาที่ถูกนำไปใช้ ต้องมีการกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคายคอยกำกับ หมายความว่า ก่อนจะใช้ปัญญาต้องกำหนดไว้ในใจถึงสิ่งที่จะทำนั้น แจกแจงโดยละเอียด ให้เห็นว่าสิ่งไหนผิด สิ่งไหนถูก สิ่งไหนมีประโยชน์ สิ่งไหนไม่มีประโยชน์ สิ่งไหนเป็นคุณ สิ่งไหนเป็นโทษ แล้วจึงใช้ปัญญาตัดสินเลือกทำแต่สิ่งที่ชอบ ที่ดี ที่ถูก ที่ควร



เมื่อทำได้เช่นนี้ การกระทำนั้นก็จะเป็นไปในทางที่ดี มีประโยชน์ ก่อให้เกิดคุณ ต้องระวังอย่าให้มีโมหะ ความหลงไม่รู้จริงกำกับ ปัญญาที่มีโมหะเป็นตัวชี้นำ จะเป็นปัญญาที่งมงาย โมหะเป็นตัวปิดบังทางแห่งความเห็นชอบ คนมีปัญญาถูกโมหะชี้นำมักจะเป็นคนหลงผิดเป็นชอบเสมอ



ดังนั้น จะทำสิ่งใดควรใช้ปัญญาให้มากๆ เพื่อกันความผิดพลาดอันจะพึงมี จะลงมือทำสิ่งใด ต้องคิดให้รอบคอบถึงผลดี ผลร้าย ผลได้ ผลเสียก่อนแล้วจึงค่อยลงมือทำ เมื่อทำไปแล้ว จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง



คนที่ใช้ปัญญาทำทุกสิ่งทุกอย่าง เปรียบเสมือนคนที่เดินทางกลางคืน มีคบไฟส่องนำทางสว่างไสว เดินไปตามแสงไฟนั้นย่อมปลอดภัย ตรงกันข้าม คนที่ทำอะไรไม่ใช้ปัญญา เปรียบเสมือนคนที่เดินทางในกลางคืน ไม่มีแสงไฟนำทาง เดินไปท่ามกลางความมืด เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ทรัพย์ภายใน khaosod


ทรัพย์ภายใน

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


ความจนภายนอกเป็นทุกข์ แต่เป็นทุกข์ด้วยเรื่องภายนอกไม่รุนแรงมากนัก แต่ความจนภายในเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ใจก็เดือดร้อนกระสับกระส่าย มองไม่เห็นเหตุและผล เพราะฉะนั้นจึงควรบำเพ็ญธรรมะ 5 ประการ ให้ปรากฏขึ้นที่ใจ คือ

ความเชื่อ ได้แก่ เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อว่าสัตว์เป็นอยู่ด้วยกรรม มีกรรมเป็นเหตุเป็นปัจจัย และเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระองค์เป็นคำสอนที่ดีจริง แต่ถ้าเชื่อโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาถึงเหตุผล อย่างนี้เป็นศรัทธาที่งมงาย ต้องพิจารณาให้เห็นจริงก่อนแล้วเชื่อ จึงเป็นศรัทธาที่ถูกต้องตามหลักในพระพุทธศาสนา ศรัทธามีลักษณะทำใจให้ใสสะอาด เหมือนเครื่องกรองน้ำทำน้ำให้ใสสะอาด ฉะนั้นความละอายใจ ไม่กล้าทำความชั่ว ละอายต่อสิ่งภายนอก เช่น ไม่กล้าทำความชั่ว เพราะละอายว่าคนอื่นจะเห็น แล้วไม่ทำความชั่ว เป็นหิริโดยอ้อม ละอายใจตัวเอง แม้จะสามารถทำความชั่วได้ในที่ที่ไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่นึกละอายใจว่า ถึงไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่ตัวเองย่อมรู้เห็นได้ แล้วไม่ทำความชั่ว จัดเป็นหิริโดยตรง คือความละอายแท้

ท่านเปรียบไว้ว่า เหมือนคนรักษาความสะอาดอาบน้ำชำระกายเรียบร้อยแล้ว ขยะแขยงสะอิดสะเอียนต่อสิ่งโสโครก ไม่กล้าเข้าใกล้หรือจับต้อง คนมีหิริย่อมสะอิดสะเอียนต่อความชั่ว กิเลสจะมาชักจูงใจให้ทำกรรมชั่วไม่ได้ ฉะนั้น



ความสะดุ้งกลัวต่อผลของความชั่ว คู่กับหิริ หิริกลัวเหตุ โอตตัปปะกลัวผล หิริมีลักษณะรักษาความสะอาด กาย วาจา ใจ โอตตัปปะกลัวที่จะเดือดร้อนใจในภายหลัง ท่านอุปมาไว้ว่า เหมือนท่อนเหล็กที่ปลายข้างหนึ่งเปื้อนสิ่งโสโครก ปลายข้างหนึ่งเผาร้อนระอุด้วยแรงไฟ คนไม่กล้าจับท่อนเหล็กข้างเปื้อนสิ่งโสโครก เป็นลักษณะของหิริ คนไม่กล้าจับท่อนเหล็กข้างที่เผาร้อนระอุด้วยแรงไฟ เป็นลักษณะของโอตตัปปะ คนมีที่โอตตัปปะประจำใจ แม้กิเลสจะมาชักจูงใจให้ทำ ความชั่ว ก็เกรงกลัวว่าจะได้รับผลเป็นทุกข์เดือดร้อนในภายหลัง โอตตัปปะจึงเป็นตัวเหตุสกัดกั้นสรรพกิเลสให้สงบระงับไป



ความเพียร มีลักษณะทำใจให้กล้าหาญ ให้บากบั่นไม่ท้อถอย ให้มุ่งไปข้างหน้า ในการละความชั่วประพฤติความดี ทำให้ผู้ปฏิบัติล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร

ความรอบรู้ หรือความรู้ทั่ว คนมีปัญญาย่อมหายมืดหายหลง เกิดความรู้ความฉลาด คนไม่มีปัญญา แม้มีทรัพย์สมบัติก็รักษาไว้ไม่ได้ ดังคำว่าไร้ทรัพย์เพราะอับปัญญา คนมีปัญญาแม้จะไม่มีทรัพย์มรดกมาแต่เดิม แต่ก็จะหาเพิ่มเติมได้ด้วยปัญญา ดังคำว่าบุญมาวาสนาช่วย คนมีบุญวาสนาก็คือคนมีปัญญา ถึงคราวอับจนก็ไม่อับจน เหมือนมีดวงประทีปอยู่ในมือสำหรับส่องดูในที่มืดให้เกิดความสว่างขึ้น ปัญญาจึงทำคนโง่ให้เป็นคนฉลาด ทำคนจนให้เป็นคนมั่งมี คนมีปัญญาจึงเป็นเหมือนแก้วสารพัดนึก นึกต้องการอะไรได้ตามปรารถนา พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ปัญญาเป็นดวงแก้วของนรชน

ธรรมะ 5 ประการนี้ เรียกว่า ทรัพย์ภายใน เป็นธรรมะต้นทุน เมื่อเรามีธรรมะต้นทุนแล้วก็สามารถที่จะให้เกิดดอกออกผลงอกงามยิ่งๆ ขึ้นได้

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อธิษฐาน4ประการ khaosod


อธิษฐาน4ประการ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด


การอธิษฐานเป็นการตั้งจิตตั้งใจตั้งความปรารถนาไว้ในใจ ในทางพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นบารมีธรรมสำคัญประการหนึ่งในบรรดาบารมี 10 ทัศ ที่พระบรมโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติบำเพ็ญให้เป็นไปในภพชาติต่างๆ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรับรองอธิษฐานธรรมที่ท่านพระสารีบุตรนำมาแสดงในสังคีติสูตร ว่า อธิษฐานธรรม คือธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจมี 4 ประการ คือ ปัญญา ความรู้ชัด สัจจะ ความจริง จาคะ ความสละ และอุปสมะ ความสงบใจ ธรรมทั้ง 4 ประการนี้ จึงเป็นสิ่งที่พุทธบริษัทจะต้องตั้งไว้ในจิตใจของตน



ประการแรก ปัญญาอธิษฐาน ปัญญาหมายถึงความรู้ชัด คือหยั่งรู้ รู้เหตุรู้ผล พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสรรพสิ่งทั้งหลาย ปัญญานี้มี 2 อย่างได้แก่ โลกิยปัญญา และโลกุตตรปัญญา ปัญญาที่เป็นไปในฝ่ายโลกิยะ เป็นอุปการะแก่การศึกษาเล่าเรียน เขียนอ่าน หรือประกอบการงานในอาชีพ เป็นความเฉลียวฉลาด สามารถในการบริหารจัดการงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง



ประการที่สอง สัจจาธิษฐาน สัจจะคือความจริง หรือความสัตย์นี้ มีความหมายหลายอย่างต่างๆ กัน สัจจะมี 2 อย่าง คือ สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ สมมติสัจจะความจริงโดยสมมติ ตามโวหารของชาวโลก บัญญัติชื่อสิ่งนั้นมีชื่ออย่างนั้น สิ่งนี้มีชื่ออย่างนี้ เช่น บัญญัติเรียกคนว่า คนนั้นมีชื่ออย่างนั้น คนนี้มีชื่ออย่างนี้ ส่วนปรมัตถสัจจะ คือ ความจริงโดยปรมัตถ์ เป็นความจริงที่แท้ที่พระอริยเจ้าท่านเข้าใจสภาวะธรรมตามที่เป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงประกอบขึ้นจากธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมกันประกอบกันเข้าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นต้น สัจจะในอีกความหมายหนึ่ง คือ คำสัตย์ เช่น สัจจวาจา การพูดแต่ความจริงไม่พูดเท็จ ไม่พูดโกหกมดเท็จ เพื่อหักรานประโยชน์ผู้อื่น



ประการที่สาม จาคาธิษฐาน จาคะหมายถึง ความเสียสละ บริจาคทาน ให้ทรัพย์สินสิ่งของข้าวของเงินทอง ให้เป็นทานแก่ผู้อื่น อันเป็นการสละกิเลสคือความโลภภายในจิตใจของตน เป็นการสละมัจฉริยะคือความตระหนี่ถี่เหนียว หรือบรรเทาความโลภภายในจิตใจให้ลดน้อยถอยลง การเสียสละบริจาคทานที่เป็นวัตถุสิ่งของ เริ่มตั้งแต่ให้สิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นของนอกกาย ไปจนกระทั่งยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตของตนเป็นทานอันเป็นการสร้างบารมีที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งในอดีตพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายได้เคยกระทำมาแล้ว



ประการที่สี่ ข้อสุดท้าย อุปสมาธิษฐาน อุปสมะหมายถึง ความสงบใจ เป็นความสงบระดับดับกิเลส แล้วเข้าถึงซึ่งสันติสุข คือพระนิพพาน สังคมปัจจุบันนี้มีความเดือดร้อนวุ่นวาย มีการแก่งแย่งแข่งขันกัน เริ่มตั้งแต่ แย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันสวาท และแย่งอำนาจกันเป็นใหญ่ จึงมีความเดือดร้อนวุ่นวายไปทั่วทุกประเทศในโลก อีกประการหนึ่ง เพราะอำนาจกิเลสตัณหาที่ทำให้มีความโลภโมโทสัน ทะยานอยากอย่างไม่มีที่สุด ด้วยอำนาจของ โลภะ โทสะ โมหะ ความเร่าร้อนภายนอกนี้ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับความเร่าร้อนภายในจิตใจ อันเกิดจากไฟ 3 กอง คือ ความกำหนัดยินดี โทสะ ความโกรธ และโมหะ ความหลงนี้



เพราะฉะนั้นพุทธบริษัทผู้ปรารถนาความสงบสุขจะต้องพยายามลดละไฟกิเลสทั้ง 3 กองนี้ หรือพยายามละสิ่งที่เป็นโลกามิสในโลก ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ผู้มุ่งหวังสันติสุข คือพระนิพพาน พึงละอามิสในโลกเสีย ความสุขในโลกนี้มี 2 อย่าง คือ สามิสสุข สุขที่อิงอาศัยอามิสคือวัตถุสิ่งของอันเป็นภายนอกตัว นิรามิสสุข สุขไม่อิงอามิส เกิดจากความสงบสุขภายในจิตใจ เป็นสันติสุข ที่ไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่า



อธิษฐานธรรม 4 ประการนี้ ควรที่พุทธบริษัทพึงตั้งไว้ในจิตใจของตน ด้วยการไม่ประมาทในการใช้ปัญญา ด้วยการรักษาความสัตย์ ด้วยการหมั่นบริจาคทาน และด้วยการแสวงหาความสงบ



พระเทพคุณาภรณ์

(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร

watdevaraj@hotmail.com

02-281-2430

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อุบายเครื่องระงับเวร khaosod

อุบายเครื่องระงับเวร

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)


ความโกรธเป็นเพียงอารมณ์เกิดขึ้นชั่ววูบเท่านั้น อาจเกิดขึ้นได้ ในการขัดใจกันแม้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย ถ้าจะพยายามอดทนข่มไว้ดับความโกรธให้ได้ ด้วยขันติ เมตตา แล้วไซร้ ความโกรธก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะธรรมชาติของความโกรธ เป็นเพียงธรรม นามธรรม เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีตัวตน ไม่มีแก่นสาร เมื่อถูกอำนาจขันติเมตตาขัดขวางไว้ ความโกรธก็ไม่มีอานุภาพสิ่งใดจะทำอันตรายใครได้ แต่ถ้าไม่อดทนข่มไว้ ความโกรธนี้ก็จะเป็นต้นเหตุแห่งความแตกความสามัคคี ทะเลาะวิวาท อาฆาต ล้างผลาญ ฆ่าฟันกันไม่สิ้นสุด ทำให้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ความโกรธทำให้คนเราต้องได้รับโทษทุกข์ภัยในปัจจุบัน เมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้วจะต้องไปเสวยทุกข์ในชาติหน้า เมื่อคนเราตกอยู่ในอำนาจความโกรธถูกความโกรธครอบงำแล้ว ก็ก่อเวรทำเวรล้างผลาญฆ่าฟันไม่เลือกหน้า ตราบใดที่คนเรายังประมาทปล่อยให้ความโกรธมีอำนาจเหนือความดีในจิตใจแล้ว ก็ต้องตกเป็นทาสของความโกรธ ทำบาปกรรมนำทุกข์มาให้ตัวเองและผู้อื่นนั้นตราบนั้น แต่การที่จะระงับดับความโกรธอันเป็นต้นเหตุแห่งการล้างผลาญเบียดเบียนกันนั้น จะต้องมาฝึกฝนอบรมใจให้มีความอดทนมีเมตตากรุณาในผู้อื่น



นอกจากนี้ไม่มีทางอื่นที่จะเอาชนะความโกรธได้ สมดังพุทธภาษิตที่ตรัสสอนว่า พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ และว่า ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่จอง พระพุทธองค์ทรงสอนมิให้โกรธตอบต่อบุคคลผู้โกรธ ให้ระงับดับความโกรธ มิให้คิดจองเวรต่อกัน ทรงสอนให้ใช้ความอดทน อดกลั้นข่มความโกรธไว้ หรือพิจารณาให้เห็นโทษแห่งความโกรธ และความดีงามอันเกิดจากความอดทน ไม่ปล่อยให้ความโกรธมีอำนาจเหนือความอดทน อันความโกรธเปรียบเสมือนไฟ การที่จะดับไฟด้วยไฟหรือเอาเชื้อเพลิงใส่เข้าไปในนั้น ย่อมไม่อาจจะดับไฟได้ การดับไฟต้องใช้น้ำ หรือสิ่งซึ่งไฟไม่สามารถจะไหม้ได้



อนึ่ง การชำระล้างอันไม่สะอาดด้วยสิ่งสกปรกก็จะทำให้เกิดความสกปรกมากขึ้น จำต้องใช้น้ำอันสะอาดชำระล้าง ฉันใด การที่จะระงับดับเวรก็ต้องอาศัยการไม่คิดจองเวร ฉันนั้น อาศัยน้ำคือขันติและเมตตา เป็นเครื่องชำระล้างจึงจะสามารถทำเวรให้สงบระงับได้ พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างและทรงสอนไว้แล้ว ถ้าเราไม่ยึดเอาหลักธรรมคำสอนอันถูกต้องแล้ว ผลเสียหายเกิดขึ้นในภายหลังจะแก้ไขอย่างไรได้ บุคคลผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย ไม่ควรประมาท ให้ตั้งอยู่ในความดี มีความอดทน เมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย หมั่นเจริญเมตตา



พระพุทธองค์ตรัสอานิสงส์แห่งการเจริญเมตตาไว้ว่า มากกว่าการบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุทุกอย่างเพราะเมตตาก่อให้เกิดความสุข เป็นเหตุแห่งความสามัคคีปรองดองกัน การสงเคราะห์ช่วยเหลือกันในรูปแบบต่างๆ ก็ด้วยเมตตาจิตเป็นเหตุ ดังคำที่ว่า เมตตาค้ำจุนโลก คือช่วยอุดหนุนเกื้อกูล ผู้ที่มีทุกข์ แบ่งเบาขจัดปัดเป่าความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ให้หมดไป เมื่อคนเรานิยมเจริญเมตตา กรุณา ปรานีี ใช้ความดี เป็นสื่อมนุษยสัมพันธ์ ก็จะก่อให้เกิด ความสงบสุขปลอดภัยรักใคร่ปรองดองในสังคมนั้น คนมีเมตตากรุณาก็ย่อมมีความอดทน เมื่อมีความอดทน ก็สามารถตัดมูลรากแห่งความโกรธความริษยาให้หมดไปได้ เวรภัยก็สงบระงับไปด้วยขันติและเมตตา

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ธรรมชนะข้าศึก khaosod


ธรรมชนะข้าศึก

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430


บุคคลผู้มีหลักธรรม 4 ประการ ย่อมชนะข้าศึกได้คือ 1.สัจจะ ความจริง 2.ธรรม ความประพฤติชอบ 3.ธิติ ความเพียร 4.จาคะ ความเสียสละ



1.สัจจะได้แก่ ความจริง แบ่งเป็น 2 อย่างคือ 1.ความจริงใจ 2.จริงวาจา



จริงใจนั้นได้แก่ การตั้งใจมั่นคือ มีจิตจำนงที่จะทำการสิ่งใด ก็พยายามทำไปจนการสิ่งนั้นสำเร็จสมประสงค์ แม้จะมีอุปสรรคอันใดเข้ามาขัดขวางก็ไม่ย่อท้อ หวาดหวั่นต่ออุปสรรคอันตรายนั้นๆ ดุจภูเขาศิลาล้วนมีแท่งทึบ ไม่หวั่นไหวเพราะลมและแดด ฉะนั้น ลักษณะเช่นนี้ชื่อว่า ความจริงใจ



ส่วนจริงวาจานั้นคือ เจรจาแต่คำจริง ไม่นำเอาสิ่งเท็จมาหลอกลวงให้ชาวโลกลุ่มหลง เจรจาคำใดไปแล้วก็มั่นคงไม่กลับกลอก เป็นวาจาที่คงที่ อันที่จริงการเจรจาถ้อยคำจริงนั้นง่ายกว่าการพูดเท็จ ไม่ต้องกลัวจะผิด แต่การพูดเท็จนั้นต้องระวังตัว เพราะว่ากลัวเขาจะจับพิรุธได้ คนที่ชอบพูดเท็จมักจะเอาตัวไม่รอด สักวันหนึ่งเขาต้องจับได้ ต่อไปก็ไม่มีใครเชื่อถือ ยิ่งคำเท็จนั้นเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเสื่อมเสียจากประโยชน์ด้วยแล้ว ก็จะทำให้ผู้คนหมดความเคารพนับถือ คุณ ธรรมใดๆ ที่เคยมีอยู่ก็จะพลอยสูญสิ้นไปด้วย เพราะตนเองขาดสัจจะคือความจริง วาจาสัตย์เช่นนี้ เป็นวาจาที่ดี มีรสหวาน ไม่มีสิ่งใดจะลบล้างได้ ดีกว่ารสหวานทั้งปวง



2.ธรรมแปลว่า สภาพผู้ทรงไว้ คือทรงผู้ปฏิบัติไว้ ผู้ใดประพฤติธรรม ธรรมก็ย่อมรักษาผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ความจริงคำว่า ธรรม นั้น เป็นคำกลางๆ มีมาแล้วแต่โบราณกาล หากแต่ขาดผู้ปรีชาญาณเลือกสรรเอามาใช้ เป็นได้ทั้งส่วนดีและส่วนชั่ว ถ้าต้องการหมายความข้างดีก็เติมคำว่ากุศล เข้าเป็นกุศลธรรม หมายถึงธรรมส่วนข้างดี เมื่อกล่าวโดยทางธรรมก็คือสุจริต เช่น ความประพฤติชอบด้วยกาย วาจา และใจ ถ้าต้องการหมายความข้างชั่ว ก็เติมคำว่าอกุศล เข้าเป็นอกุศลธรรม หมายถึงธรรมส่วนข้างชั่ว เมื่อกล่าวโดยทางธรรมก็คือ ทุจริต เช่น ความประพฤติชั่วด้วยกาย วาจาและใจ



3.ธิติแปลว่า ความเพียรเป็นเครื่องตั้งมั่น อันได้แก่ ความพยายาม ความบากบั่น ความก้าวหน้า บุคคลผู้พากเพียรเพื่อจะตั้งตัวในทางใดทางหนึ่ง ถ้ายังไม่ทันได้ลุถึงสิ่งนั้นๆ ไม่ควรถอยหลัง ควรพยายามต่อไป เพราะมีบางท่านว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เมื่อพยายามทำไปแล้วแม้จะไม่สำเร็จผลที่หมายก็ยังได้รับความสบายใจว่า ตนเองได้ทำจนสุดกำลังความสามารถแล้ว



ผู้ปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน เมื่อได้สมาทานศีลอย่างเคร่งครัดแล้วบำเพ็ญปฏิบัติภาวนาอย่างแข็งแรงแล้ว ก็ไม่ควรละการสมาทานนั้นๆ ควรพากเพียร บากบั่นต่อไป ประพฤติให้ยั่งยืนจนกว่าจะได้รับผล



4.จาคะได้แก่ การบริจาคทรัพย์ ธรรมดาผู้คนอยู่ด้วยกันเป็นหมู่ต้องมีการสงเคราะห์เกื้อกูลกันตามฐานะ ในตระกูลอันหนึ่ง มารดาบิดากับบุตร สามีกับภรรยา ญาติกับญาติ มิตรกับมิตร ยังต้องเจือจานกันด้วยการให้สิ่งของ การให้อย่างนี้นับว่าการสงเคราะห์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน เพราะบุคคลผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ ส่วนความเหนียวแน่นหวงแหนเสียดายทรัพย์สมบัติของตน ไม่ปรารถนาที่จะแบ่งปันให้คนอื่น ที่สุดตนเองก็เบียด เบียนตนเอง เรียกว่าความตระหนี่ ซึ่งตรงกันข้ามกับจาคะ ธรรมดาคนตระหนี่ย่อมไม่ต้องการที่จะเจือจานสงเคราะห์ใคร มีแต่เห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คนเช่นนี้ย่อมกลัวความหมดเปลือง ไม่ประสงค์จะคบค้าสมาคมกับใคร มีอัธยาศัยคับแคบ เมื่อการงานเกิดขึ้น ย่อมต้องทนทำแต่ผู้เดียว ไม่ค่อยมีใครช่วยเหลือ ถึงบางครั้งต้องเสื่อมจากประโยชน์นั้นๆ



ธรรมทั้ง 4 ประการนี้คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ นี้ เมื่อมีในบุคคลผู้ใด ย่อมทำให้บุคคลผู้นั้น เป็นผู้มีความสัตย์ มีธรรม เมื่อจะประกอบกิจการใดๆ ก็ตั้งใจทำจริงไม่ย่อท้อ มีความพากเพียรพยายามไปจนกว่าประโยชน์จะสำเร็จ บุคคลเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่รังเกียจของใครๆ แม้ผู้ที่เป็นศัตรูอยู่ก่อน เมื่อได้ประสพอัธยาศัยอันดีงามย่อมละจากความเป็นศัตรู มีแต่จะอุปถัมภ์ค้ำชูให้ได้รับความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป



ผู้ที่ได้ยึดถือประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ความเพียร 4 ประการ khaosod


ความเพียร 4 ประการ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด


วิริยะ ความเพียรอย่างยิ่งในการทำความดี เพื่อนำไปสู่ความก้าวหน้า ความสำเร็จ ความเพียรที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา มี 4 ประการคือ

เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นภายในใจ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ระวังปลูกฝังความพอใจใช้ความเพียรอย่างต่อเนื่อง ในการรักษาใจ ประคองใจไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย ในเวลาที่ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องเย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจนึกตรึกตรองปรุงแต่งถึงอารมณ์ที่มาสัมผัสถูกต้อง

เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว พระพุทธองค์ทรงสอนให้มีความพอใจ ใช้ความพยายามกระทำความเพียรอย่างต่อเนื่องในการละบาปอกุศลที่บังเกิดขึ้นแล้ว จะมากหรือน้อยเท่าไรก็ตาม เมื่อละได้แล้วให้ประคองจิตไว้ในที่นั้นๆ แล้วพยายามต่อไป โดยพิจารณาเห็นโทษของบาปอกุศล ที่เกิดขึ้นนั้น มีผลนำความทุกข์มาให้ เช่น เมื่อทำความผิด ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย เป็นต้น

เพียรพยายามสร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้นในใจ พระพุทธองค์ทรงสอนให้สร้างความพอใจความยินดีในการทำความดี มี ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้นให้บังเกิดขึ้น โดยยึดหลักการปฏิบัติดีอย่างต่อเนื่อง ความดีที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น เมื่อสร้างได้แล้วให้พยายามรักษาคุณภาพจิตไว้และพยายามต่อไป ไม่ย่อท้อแม้มีอุปสรรคสะดุดล้มในบางครั้ง ต้องพยายามประคับประคองใจ ไม่ยอมแพ้

เพียรรักษาสิ่งที่ดี ที่บังเกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมไป พระพุทธองค์ทรงสอนให้ปลูกฝังความพอใจใช้ความพยายามกระทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง ในการที่รักษากุศล คือ ความดีต่างๆ ที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสื่อมไป เหมือนเกลือรักษาความเค็ม ฉะนั้น ความความเพียร 4 ประการนี้ เรียกว่า ความเพียรในทางที่ชอบ หรือ ความเพียรชอบ ในอริยมรรค เป็นหลักธรรมที่ทรงสอนให้บุคคลประกอบความดีให้บังเกิดขึ้นในชีวิตของตน แม้แต่การบริหารบ้านเมือง อยู่ในโครงสร้างของความเพียรเช่นกัน

เพียรป้องกันสิ่งซึ่งเป็นพิษเป็นภัยที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่ให้เกิดขึ้น

เพียรกำจัดสิ่งที่ เห็นว่าเป็นโทษเป็นภัยเป็นอันตรายที่เกิดขึ้น แล้วกำจัดให้หมดไป

เพียรทำแต่เรื่องที่ดี มีประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนและบุคคลอื่น ให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น

เพียรรักษาสิ่งดีงามเหล่านั้นให้คงอยู่และมีความเจริญงอกงามไพบูลย์เต็มที่

พระพุทธศาสนาเน้นความสำคัญเรื่องความเพียรอย่างถูกต้อง ซึ่งสามารถให้ผลสำเร็จก้าวหน้าในชีวิตของบุคคล ในหน้าที่การงาน ในการดำเนินชีวิต และในการปฏิบัติธรรม ล้วนต้องอาศัยความเพียรพยายามทั้งนั้น แต่จะต้องเป็นความเพียรพยายามในทางที่ชอบดังกล่าว เพราะเมื่อปฏิบัติเช่นนี้ ได้ชื่อว่าดำเนินตามหลักอริยมรรคที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้



พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

www.watdevaraj.com

ดื่มน้ำเมามีโทษ khaosod




ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร watdevaraj@hotmail.com โทร. 0-2281-2430


การดื่มน้ำเมา จัดเข้าในศีลข้อที่ 5 และจัดเป็นอบายมุข คือทางแห่งความเสื่อม ความฉิบหาย เสียทรัพย์สินเงินทอง



เป็นเหตุเสื่อมทรัพย์ ชื่อว่าทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ที่มีชีวิตซึ่งได้แก่ ช้าง ม้า โค กระบือ เป็นต้น หรือเป็นทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณ คือ แก้ว แหวน เงิน ทอง ทรัพย์สินสิ่งของ อื่นๆ เช่น รถ ล้อ เกวียน อาคารสถานที่ บ้านเรือน เป็นต้น ทรัพย์เหล่านี้เมื่อไม่มีก็ต้องหา เพราะต้องกินต้องใช้



การที่จะทำให้มีทรัพย์ ไม่ใช่จะทำได้ง่าย ต้องลำบากกายทุกข์ใจกว่าจะได้มา เมื่อได้มาแล้วก็ภูมิใจว่ามีทรัพย์ เมื่อได้ใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงตน คนในครอบครัว ญาติมิตรหรือประกอบกุศลกิจอื่นๆ ก็เป็นสุขใจ



ทรัพย์เหล่านี้มีทางที่จะเสื่อมสลายหายสูญไปด้วยเหตุหลายประการ โดยเฉพาะในที่นี้ เสื่อมไปเพราะปัจจัยคือการดื่มน้ำเมา ซึ่งได้แก่ เหล้า สุรา ยาบ้า และเมรัย



เมื่อดื่มหรือเสพสิ่งเหล่านี้ จะมีโทษ 6 สถานคือ



1. เสียทรัพย์



2. ก่อทะเลาะวิวาท



3. เกิดโรค



4. ต้องติเตียน



5. ไม่รู้จักอาย



6. ทอนกำลังปัญญา



โทษของการดื่มสุราไม่ใช่มีเท่านี้ เมื่อดื่มจนเมาได้ที่แล้วยังก่อกรรมทำเข็ญอื่นๆ ได้ เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติประเวณีและพูดเท็จก็ได้ ทั้งยังให้ประสบภัยหลายอย่างต่างกันไป ดังพุทธภาษิตที่ว่า บุคคลผู้ดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยเป็นปกติ คือเป็นประจำ ทำอยู่เป็นนิตย์ ย่อมประสบกับภัยและเวรที่เห็นได้ในปัจจุบัน ในอนาคต และย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางใจ



ภัยเวรปัจจุบันพอจะเห็นกันได้แต่ละปี แต่ละเดือน หรือแต่ละวัน มีผู้ประสบภัยกันแล้วเท่าไหร่ เสียชีวิตและทรัพย์สินไปแล้วแค่ไหน สิ่งเหล่านี้จะเกิดมีได้ เพราะเหตุปัจจัยคือการดื่มน้ำเมา ส่วนภัยเวรในอนาคตซึ่งยังไม่มีมาปรากฏนั้น ก็ต้องมีโดยการประเมินเหตุปัจจุบันซึ่งสัมพันธ์กับผลอนาคต เมื่อได้ประสบภัยเช่นนี้ก็มีแต่ความทุกข์ระทมขมขื่นใจ



นอกจากนี้ การดื่มน้ำเมา และเมรัย ยังเป็นปัจจัยให้เกิดความประมาท ความประมาทก็คือ ความขาดสติ คนไม่มีสติกำกับ ก็เหมือนรถที่ติดเครื่องแล้วปล่อยให้แล่นไปตามถนน ซึ่งไม่มีคนขับ หรือคอยกำกับดูแลรถนั้น ต้องก่อเหตุเภทภัยให้เกิดขึ้นแน่ๆ ฉันใด ความประมาทและคนประมาทก็ฉันนั้น ย่อมก่อภัยให้โทษแก่ตนและคนอื่นนานาประการ ซึ่งนอกจากนี้ ความประมาทยังปิดโอกาสการเกิดขึ้นแห่งกุศลความดีด้วย ความประมาทเป็นต้นตอบ่อเกิดหรือเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความชั่วร้ายทั้งหลาย ทั้งเป็นตัวทำลายกุศลความดีทั้งหลายทั้งปวง ส่วนความไม่ประมาทคือ ไม่ขาดสติ เป็นบ่อเกิดแห่งกุศลความดีเช่นเดียวกัน

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อุเบกขาบารมี khaosod


อุเบกขาบารมี

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


การทำความดีอย่างยิ่งด้วยการวางใจเป็นกลางไม่ดีใจเสียใจ ในสัตว์ทั้งหลาย และอารมณ์ที่มากระทบ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา เรียกว่า อุเบกขาบารมี

การวางใจเป็นกลางต่อสรรพสัตว์ เพราะพิจารณาเห็นตามที่เป็นจริงว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครทำสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นย่อมตอบสนองผู้กระทำ เมื่อเห็นใครได้รับผลกรรมในทางไม่ดี ไม่คิดซ้ำเติมเขา พยายามช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์ ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม หรือหากสุดวิสัยที่จะช่วยได้ ต้องวางใจให้ถูก ไม่ใช่เป็นการวางเฉยแบบไม่สนใจ ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

วางใจเป็นกลางในอารมณ์ทั้งสุขและทุกข์ที่มากระทบ ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ไม่หวั่นไหวเหมือนแผ่นดินที่เมื่อคนทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ย่อมเป็นกลางรับได้ในทุกสถานการณ์ฉันใด แม้การทำความดีเพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุด เป็นฉันนั้น

วางใจเป็นกลาง ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสคือ ไม่รัก ไม่ชัง ไม่หลง ไม่กลัว จนเกินไปดำรงอยู่ในความยุติธรรมที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา

อุเบกขา ในพรหมวิหาร คือ ธรรมประจำใจของผู้ใหญ่ มี 4 ประการคือ

1.เมตตา หมายถึง ความรัก ความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข มีไมตรีจิตคิดบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น

2.กรุณา หมายถึง ความสงสาร คิดช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ใฝ่ใจในการบำบัดทุกข์ของผู้อื่น

3.มุทิตา หมายถึง ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข มีความเจริญงอกงามในชีวิตยิ่งขึ้น

4.อุเบกขา หมายถึงความวางเฉย วางใจเป็นกลาง ไม่ดีใจเสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ ดำรงอยู่ในธรรมที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา มีจิตเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง

แนวทางปฏิบัติในพรหมวิหารธรรมข้อนี้ มีข้อจำกัดบุคคลและสถานที่ เปรียบเหมือนมารดาที่มีลูก 4 คน

คนที่หนึ่งยังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่ มารดามีใจรักใคร่เลี้ยงดูเป็นพิเศษ

คนที่สองเจ็บไข้ไม่สบาย มารดาสงสารช่วยเหลือรักษาให้ลูกหายเจ็บไข้ในเร็ววัน

คนที่สามเจริญเติบโตแล้ว มารดามีใจชื่นชมในความงามของลูก

คนที่สี่ทำงานที่มั่นคงดูแลตนเองได้แล้ว มารดาไม่มีความกังวลห่วงใยลูกซึ่งดูแลตนเองได้แล้ว จึงวางใจเป็นกลาง ฉันใด การใฝ่ใจดูแลสัตว์ทั้งหลายที่แสดงออกต่อกัน เพื่อความสุข ความเจริญ เป็นเช่นนั้น

อุเบกขา ในอัปปมัญญา ความวางใจเป็นกลาง ในสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่มีเขตจำกัดบุคคลหรือสถานที่ เป็นบารมีธรรมที่เติมเต็มบารมีข้ออื่น ให้สมบูรณ์ สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้

อานิสงส์แห่งการเจริญอุเบกขาบารมี 11 ประการคือ

1.นอนหลับมีความสุข

2.ตื่นอยู่มีความสุข

3.นอนหลับไม่ฝันร้าย

4.เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

5.เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย

6.เทวดารักษาคุ้มครอง

7.ไม่มีอันตราย เพราะ ไฟ ยาพิษ หรือศัตราวุธ

8.จิตมีสมาธิตั้งมั่นเร็ว

9.สีหน้าผ่องใส

10.ไม่หลงในขณะใกล้เสียชีวิต

11.เมื่อยังไม่บรรลุธรรมอันสูงสุด ย่อมเกิดในพรหมโลก

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สุข khaosod


สุข

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


สุข เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และพากันแสวงหาด้วยวิธีการต่างๆ ตามแต่ระดับสติและปัญญาที่จะอำนวยให้ได้ แต่ถ้าระดับสติและปัญญาอ่อนลงมากเท่าไร การแสวงหาความสุขนั้น ก็ย่อมจะพาเอาความทุกข์ พ่วงเข้ามาด้วยมากเข้าเท่านั้น

บางคนไปหลงเสพความทุกข์ แต่เข้าใจว่าเป็นความสุข เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ โดยหลงไปว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นสุข กว่าจะรู้ตัวก็เกิดโรคร้ายแรงเสียแล้ว ชีวิตทั้งชีวิตก็มาดับสลายลง กับสิ่งที่ไร้สาระ อย่างน่าเวทนายิ่งนัก

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนเรื่องของความสุขไว้มากมาย เช่น

สุขเกิดแต่การมีทรัพย์ มีความภูมิใจ สุขใจที่ตนมีโภคทรัพย์ เพราะทรัพย์เป็นเหตุให้ปลื้มใจ คือความสมบูรณ์ในปัจจัย 4 คนมีทรัพย์ย่อมได้รับความสุข แต่ต้องรู้จักการใช้สอยทรัพย์สมบัตินั้น กล่าวคือการใช้จ่ายในทรัพย์สินเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ ถ้าไม่รู้จักใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ ก็หาความสุขมิได้ มีแต่ความเดือดร้อน กังวลใจในการรักษาทรัพย์สมบัติ

สุขเกิดแต่การใช้จ่ายทรัพย์บริโภค มีทรัพย์แล้วไม่จับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่ควรใช้สอยก็ไม่มีความสุข การใช้จ่ายทรัพย์ จึงจัดว่าเป็นความสุขชนิดหนึ่งของคน ผู้ที่ไม่มีปัญญาย่อมใช้สอยทรัพย์โดยไม่คำนึงถึงความหมดเปลือง ไม่รู้จักประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สมบัติก็มีแต่อันจะต้องสิ้นไปหมดไป

ส่วนผู้มีปัญญาย่อมใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ รู้จักประมาณในการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่าย ให้พอเหมาะกับรายได้กับที่ตนได้รับ และให้เหลือพอที่จะอดออม เป็นทุนสะสมสำหรับชีวิตครอบครัว

สุขเกิดแต่การไม่ต้องเป็นหนี้ หนี้คือสิ่งที่ตกค้างจะต้องชำระเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และทำให้เกิดความทุกข์ คนมีหนี้จะเกิดอาการหวาดผวา นอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ คนมีหนี้สินมากๆ สังคมจะขาดความเชื่อถือ ไม่เป็นที่ยอมรับ ยิ่งไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญาหรือตามที่กฎหมายกำหนด ก็จะกลายเป็นคนล้มละลาย เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะยากจนก็ตาม แต่การไม่มีหนี้สินใคร จัดว่าเป็นความสุขใจอย่างหนึ่ง

สุขเกิดแต่การทำงานที่ปราศจากโทษ การประกอบการงานที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม แม้ว่าจะมีทรัพย์สินเงินทองมาก ก็ไม่มีความภูมิใจในทรัพย์สินเหล่านั้น และหาความสุขใจอย่างแท้จริงไม่ได้ ผู้ที่ทำงานปราศจากโทษย่อมจะมีความสุข เพราะเป็นงานที่สุจริต ไม่ผิดต่อกฎหมาย และศีลธรรม ไม่เป็นที่เดือดร้อนแก่ใครๆ คนที่ทำงานที่ปราศจากโทษนั้น ย่อมได้รับความสุข เพราะไม่ต้องหวาดผวา

ความสุขจะเกิดมีขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกัน อย่าเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนกันและกัน ให้คำนึงถึงส่วนรวมคือประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อช่วยกันสร้างประเทศชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง เพราะเมื่อประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองแล้ว เราก็มีความสุขโดยถ้วนหน้า

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทุกข์ khasod


ทุกข์

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร/ www.watdevaraj.com


ทุกข์ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากส่วนประกอบของชีวิตไม่สมดุลกัน โดยส่วนมากมุ่งหาแต่ทรัพย์อย่างเดียว ได้มากเท่าไรก็ยังไม่พอ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ถูกธรรม จะถูกดูหมิ่นอย่างไรก็ไม่ใส่ใจ ขอเพียงให้ได้ทรัพย์มาสนองความต้องการของตนเท่านั้น ซึ่งเป็นรูปแบบของความทุกข์มากขึ้น และทำให้เกิดปัญหาไม่รู้จักหมดสิ้น



ความอยากได้สิ่งต่างๆ นี้เป็นความรู้สึกทุกข์ที่มีอยู่ประจำใจของมนุษย์ ตั้งแต่เป็นเด็กจนกระทั่งเติบใหญ่ และเมื่อเติบใหญ่ขึ้นแล้วความอยากได้สิ่งต่างๆ มากขึ้นตามลำดับ อยากได้อย่างนั้น อยากได้อย่างนี้ จนกระทั่งตนเองก็หาให้แก่ตนเองไม่ทัน คือ ความอยากมันพองตัวมากขึ้น ยิ่งเมื่อมีครอบครัวแล้วความต้องการซึ่งเคยมีเพื่อตนเองคนเดียวกลับถูกขยายโครงการออกไปอีก เป็นความต้องการเพื่อคนอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนาจะเกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนนานาประการ



ความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งปวงที่เกิดมีแก่มนุษย์ทุกวันนี้ เมื่อสืบหามูลเหตุแล้ว ล้วนแต่เกิดจากความอยากทั้งสิ้น พระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า ภิกษุทั้งหลาย เหตุเกิดแห่งทุกข์นี้ เป็นความจริงของพระอริยเจ้า ได้แก่ ความอยากอันเป็นเหตุให้มีภพใหม่ พัวพันกับความกำหนัดยินดี ในอารมณ์นั้นๆ คือ ตัณหา 3 ประการ



- กามตัณหา ความอยากได้อย่างนั้น อยากได้อย่างนี้



- ภวตัณหา ความอยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้



- วิภวตัณหา ความอยากไม่เป็นอย่างนั้น อยากไม่เป็นอย่างนี้



ตัณหา 3 ประการนี้เป็นมูลเหตุให้เกิดความอยากและเหตุความทุกข์ทั้งปวง



ความอยากนี้เป็นเพียงธรรมที่จรมาเกิดร่วมกับจิต เมื่อจะเกิดก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัยเป็นเครื่องอาศัยก็เกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งที่เป็นปัจจัยให้เกิดความอยากนั้น ได้แก่ รูปพรรณสัณฐานทรวดทรงที่สวยสดงดงามตา เสียงที่ไพเราะเสนาะโสตจับใจ กลิ่นที่หอมหวนชวนให้ชื่นใจ รสที่ดีที่อร่อยชวนให้บริโภค สัมผัสที่อ่อนนุ่ม ตลอดถึงลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุข เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นอารมณ์ที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจเพราะเป็นเครื่องยั่วยวนชวนใจให้เกิดความลุ่มหลง ให้เกิดความอยากได้ ทำใจให้ดิ้นรนแสวงหาอารมณ์ที่ปรารถนาอยากได้นั้น เมื่อได้แล้วมิใช่ว่าจะพอเพียงนั้น ย่อมทะยานอยากแสวงหาอย่างอื่นๆ ต่อไปอีก



ความอยากนี้เกิดขึ้นอยู่ร่ำไป ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ความอยากมีอารมณ์ไม่มีที่สิ้นสุด และความอยากที่เกิดขึ้นแล้วนั้นถ้าบุคคลไม่รู้เท่าทัน ไม่คอยควบคุมไว้ ปล่อยให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น ย่อมมีอำนาจบังคับใจให้ทำอะไรได้ไม่มีขีดจำกัด ทำให้ผู้นั้นไม่รู้เหตุผลตามความเป็นจริง มีแต่ความมืดมน ไม่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกหรือผิด

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

จิตผ่องใส khaosod


จิตผ่องใส

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร /www.watdevaraj.com


พุทธภาษิตว่า จิตนี้เป็นธรรมชาติประภัสสร คือ ผ่องใส แต่จิตนี้เศร้าหมองไปเพราะกิเลสทั้งหลายที่จรมา

คำว่า จิตประภัสสร หรือผุดผ่อง หมายถึง จิตที่ปราศจากนิวรณ์ 5

นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้น หรือขัดขวางไม่ให้ประสบความสำเร็จคือความเจริญ ทำให้ไม่มีความสุข ทำให้ได้รับความทุกข์ยากลำบาก ได้แก่

ความรักใคร่ในทางกาม พอใจในกามคุณทั้ง 5 บางทีเรียกว่า ติดในกามคุณ คือ ติดในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทางกาย อันน่าใคร่น่าพอใจ ความใคร่เมื่อเกิดขึ้นแก่บุคคลใดก็เผาใจของบุคคลนั้นให้เดือดร้อนกระวนกระวาย เรียกกิเลสชนิดนี้ว่า ไฟคือราคะ ซึ่งแผดเผาจิตใจให้เร่าร้อนและทำใจให้มืดมน ไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม

พยาบาท ความผูกใจเจ็บซึ่งเกิดขึ้นเผาจิตใจให้เดือดร้อนกระวนกระวาย เรียกไฟกองนี้ว่า ไฟคือโทสะ กิเลสนี้มีการก่อตัวขึ้นตามลำดับ คือ ครั้งแรก ถ้าเกิดความไม่พอใจในบุคคลหรือสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งจิตก็จะเกิดการกระทบกระทั่งทางจิต ถ้าห้ามจิตไว้ไม่อยู่ก็จะพุ่งตัวขึ้นเป็นความโกรธ ถ้ายับยั้งความโกรธไว้ไม่อยู่ก็จะกลายเป็นพยาบาท คือ ความผูกใจเจ็บ ถ้าความผูกใจและอาฆาตมากขึ้นก็จะกลายเป็นการจองเวรไป

ความท้อแท้ใจ หรือความหดหู่ใจและความเกียจคร้านหรือความง่วงซึม กิเลส 2 ตัวนี้ เปรียบเหมือนเชื้อราที่จับต้นไม้หรือพืชแล้ว ทำให้ต้นไม้หรือพืชเหี่ยวแห้งเฉาตาย แต่ถ้าเกิดกับบุคคลก็ทำให้จิตใจหมดกำลังที่จะบำเพ็ญคุณงามความดีให้กับตนและสังคม

ความฟุ้งซ่าน และความรำคาญ คือ เมื่อเกิดความฟุ้งซ่านรำคาญแล้ว คนทั่วไปมักจะรำคาญหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา ถ้าใครมาพูดให้กระทบกระเทือนใจนิดๆ หน่อยๆ ก็รำคาญ ได้ยินเสียงดังก็รำคาญ หรือฟังเสียงเบาๆ ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง ก็รำคาญ หรือแม้บางครั้งเขาพูดดีฟังแล้วไม่ถูกใจก็รำคาญ นี้ก็เพราะปล่อยให้กิเลสทั้ง 2 ตัวนี้เข้าไปครอบงำจิตใจตนนั่นเอง

ความลังเลสงสัย ในใจจัดเป็นอุปสรรคขัดขวางในการที่จะบำเพ็ญคุณงามความดี สงสัยในข้อปฏิบัติ เช่น เมื่อให้ทานแล้วจะได้บุญจริงหรือไม่ หรือสงสัยในเรื่องนรกและสวรรค์ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ หรือลังเลในครูบาอาจารย์ที่กำลังฝึกฝนอบรมในการสอนธรรมและปฏิบัติธรรมว่า มีความรู้จริงหรือการปฏิบัติจะถูกต้องหรือไม่ เมื่อปฏิบัติแล้วจะได้ผลจริงตามที่ปฏิบัติหรือไม่ เป็นต้น

เมื่อลังเลสงสัยอยู่อย่างนี้ก็จะทำให้เป็นคนใจลอยและไม่ยอมทำอะไร กลัวจะขาดทุน สุดท้ายทำให้หมดโอกาสในการฝึกฝนตน หรือพัฒนาจิตของตน คนที่มีความลังเลสงสัยอยู่ในใจแล้วก็หมดหนทางที่จะเจริญก้าวหน้าในชีวิต

นิวรณ์ทั้ง 5 นี้ เป็นกิเลสที่บั่นทอนหรือทำลายความสงบสุขของมนุษย์

การทำจิตให้ปลอดนิวรณ์ได้นับได้ว่าเป็นคนมีบุญ เป็นคนโชคดี พ้นจากความเป็นหนี้ เป็นผู้ไม่มีโรค เหมือนพ้นจากการถูกจองจำ เป็นไทแก่ตัว

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

สงกรานต์-เสริมราศี khoasod


สงกรานต์-เสริมราศี

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร


เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีลูกชาย ปลูกบ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุราซึ่งมีบุตรสองคน วันหนึ่ง นักเลงสุรากล่าวดูถูกเศรษฐี เศรษฐีถามว่าเหตุใดจึงหมิ่นประมาทเราผู้มีสมบัติมาก นักเลงสุราจึงตอบว่า ถึงท่านมีสมบัติมากแต่ไม่มีบุตร ตายแล้วสมบัติจะสูญเปล่า เรามีบุตรจึงดีกว่าท่าน 

เศรษฐีรู้สึกละอายจึงตั้งจิตอธิษฐานขอให้มีบุตร พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทพบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดแล้วจึงตั้งชื่อว่าธรรมบาลกุมาร 

กุมารเจริญเติบโต เรียนรู้ภาษานกและเรียนจบไตรเพท ในขณะนั้น มนุษย์โลกนับถือท้าวมหาพรหมและกบิลพรหม กบิลพรหมจึงลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ ให้เวลา 7 วัน โดยสัญญาว่า ถ้าตอบปัญหาได้ จะตัดศีรษะตนเองบูชา ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมาร ปัญหาสามข้อ คือ 1.เวลาเช้า ราศีอยู่ที่ไหน 2.เวลากลางวัน ราศีอยู่ที่ไหน 3.เวลากลางคืน ราศีอยู่ที่ไหน

เวลาผ่านไป 6 วัน ธรรมบาลกุมาร คิดคำตอบไม่ออก คิดว่าพรุ่งนี้จะต้องตาย จึงไปนอนอยู่ใต้ต้นตาล ซึ่งมีนกอินทรีสองผัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาล ถึงเวลาค่ำนางนกอินทรีจึงถามนกตัวผู้ว่าพรุ่งนี้จะได้อาหารจากไหน นกตัวผู้บอกว่าไม่ต้องไปหาไกลหรอก พรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะถูกตัดศีรษะเพราะตอบปัญหาไม่ได้ นางนกถามว่าปัญหาคืออะไร นกตัวผู้จึงบอกว่าปัญหาถามว่าเวลาเช้าราศีอยู่ที่ไหน เวลาเที่ยงราศีอยู่ที่ไหน เวลาค่ำราศีอยู่ที่ไหน นางนกถามว่าจะตอบปัญหาอย่างไร นกตัวผู้ตอบปัญหาอย่างแจ่มแจ้ง ธรรมบาลกุมารได้ยินดังนั้นก็ดีใจ วันรุ่งขึ้น ท้าวกบิลพรหมมาถามปัญหา ธรรมบาลกุมาร จึงตอบว่า 

เวลาเช้า ราศีอยู่ที่หน้า ผู้คนจึงต้องล้างหน้า คติธรรมคือต้องพูดจาดี ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ จึงมีสง่าราศี มีคนนิยมรักใคร่นับถือ

เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่อก ผู้คนจึงนำเครื่องหอมประพรมที่อก คติธรรมคือควรมีน้ำใจเมตตากรุณาต่อกัน มีใจหนักแน่นอดทน

เวลาค่ำ ราศีอยู่ที่เท้า ผู้คนจึงนิยมล้างเท้าก่อนเข้านอน คติธรรมคือทุกคนต้องชำระกายให้สะอาด ด้วยการไม่ทำร้ายใคร ไม่เบียดเบียนทรัพย์สมบัติและชีวิตใคร

ท้าวกบิลพรหมจึงเรียกเทพธิดาทั้งเจ็ดมาแล้วบอกว่า เราจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาร ศีรษะของเราถ้าตั้งไว้บนแผ่นดิน ไฟจะไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งขึ้นบนอากาศ ฝนจะแล้ง ถ้าทิ้งในมหาสมุทร น้ำจะแห้ง จึงให้เทพธิดานำพานมารองรับแล้วแห่ทำประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ ครั้นครบถึงกำหนด 365 วัน เทพธิดาจึงผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหม ออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี 

โลกมนุษย์จะสงบร่มเย็น ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย ต้องอาศัยพรหมวิหารธรรม ซึ่งเป็นหลักธรรมประจำใจของผู้ใหญ่ 4 ประการคือ

1.เมตตา ความรัก ความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข 2.กรุณา ความสงสาร คิดช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ 

3.มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข มีความเจริญงอกงามยิ่งขึ้น 

4.อุเบกขา ความวางเฉย วางใจเป็นกลาง ไม่ดีใจเสียใจเมื่อ ผู้อื่นถึงความวิบัติ

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

วาทะกูรูผู้ยิ่งใหญ่"พิชัย วาสนาส่ง" from matichon

"พอคนเป็น"น้ำล้นแก้ว" หนังสือก็ไม่อยากอ่าน ฟังใครคุยก็หมั่นไส้เขา ดูรายการอะไรต่าง ๆ ก็นึกในมุมอื่นหมด ไม่เป็นมุมในการรับแล้ว คือ มีทัศนคติต่อต้านเสียแล้ว เพราะน้ำมันล้นแก้ว"


"ประชาชนต้องไม่หูเบา ต้องดูมรรค 8 ให้เป็นฐาน ถ้าหากไม่ใช้มรรคตัดสินก็ไม่รู้ว่าใครมีมิจฉาทิฐิ หรือสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ หรือมิจฉาสังกัปปะ สัมมาอาชีวะ หรือมิจฉาอาชีวะ ก็มีคู่กัน"


"บ้านเมืองถึงยุ่ง เพราะสัมมาทิฐิกับสัมมาสังกัปปะไม่มี เอาวิชามาเป็นเครื่องในการหากินเอาเปรียบคนอื่นเขาสังคมเดี๋ยวนี้ไม่ได้ดูว่าใครดีใครชั่ว แต่เชื่อการชักจูงจากคนที่เขามาพูดให้เราฟังว่าคนนั้นดีอย่างนี้ คนนี้ดีอย่างนั้น ใครพูดที่มีลอจิกดีก็เชื่อว่าเป็นไปตามที่เขาบอก"

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์ในภายหน้า khaosod


ประโยชน์ในภายหน้า

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


ธรรมะที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในเบื้องหน้าหมายถึง ธรรมะที่เป็นไปเพื่อความเกื้อกูล และเพื่อความสุขในภายหน้าคือ เป็นธรรมะสนับสนุนผู้ปฏิบัติให้เกิดความสุขกายสุขใจ ไม่ต้องกังวลถึงผลที่จะเกิดในอนาคต เพราะในปัจจุบันได้สร้างกรรมดีแล้ว เป็นหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขชั้นสูงขึ้นไป เรียกว่า เป็นจุดหมายขั้นเลยตาเห็น หรือประโยชน์เบื้องหน้า ประกอบด้วยธรรมะ 4 ประการคือ

1. ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น เชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น หมายถึง ความอบอุ่นซาบซึ้งใจด้วยศรัทธา มีหลักใจ เชื่อมั่นในพระปัญญา ความตรัสรู้เองโดยชอบของพระพุทธเจ้า ตลอดถึงการมีความเชื่อมั่นอย่างมีเหตุผล เชื่อในสิ่งหรือบุคคลที่ควรเชื่อ 

ผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้วย่อมมีจิตใจมั่นคงเด็ดเดี่ยว สามารถใช้เป็นสะพานคือบำเพ็ญกุศลธรรมอื่นๆ นำพาชีวิตเดินไปสู่จุดมุ่งหมายต่อไปได้อย่างมั่นคง

2. ความถึงพร้อมด้วยศีล รักษากายวาจาเรียบร้อยดี ไม่มีโทษ หมายถึง ความภูมิใจในชีวิตสะอาดบริสุทธิ์ ที่ได้ประพฤติแต่การสุจริตดีงาม ปราศจากโทษ โดยงดเว้นจากความชั่วทางกายและวาจาด้วยการรักษาศีล 5 หรือ ศีล 8 เป็นต้น 

บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมมีกายและวาจาสะอาด เหมือนกับได้ทำการปัดกวาดความสกปรกออกจากตัวเพื่อไว้รองรับกุศลธรรม หรือคุณความดีอื่นๆ ที่จะบำเพ็ญในคราวต่อไปได้อย่างมั่นใจ

3. ความถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน เฉลี่ยสุขให้แก่ผู้อื่น หมายถึง ความมีจิตปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการเสียสละหรือการจำแนกแจกทาน โดยมีความอบอุ่นใจในชีวิต มีคุณค่าที่ได้เสียสละบำเพ็ญประโยชน์ แบ่งปันความสุขให้แก่ผู้อื่น เช่น รู้จักให้โดยรู้ว่าของสิ่งนี้เมื่อให้แล้วจะมีประโยชน์ต่อคนผู้นี้ เป็นต้น

4. ความถึงพร้อมด้วยปัญญา ความรู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น หมายถึง ความแกล้วกล้ามั่นใจด้วยมีปัญญาที่จะแก้ปัญหานำพาชีวิตไปสู่จุดหมายได้อย่างถูกต้อง เพราะมีความรู้จัก บาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เช่น รู้ว่าสิ่งนี้เป็นบาป ควรละเว้น สิ่งนี้เป็นบุญ ควรบำเพ็ญ ตลอดจนมีความรู้ว่ากิเลสเป็นเหตุให้ทำอกุศลกรรมต่างๆ เป็นต้น

ธรรมะทั้ง 4 ประการนี้ ท่านว่าถ้าชายและหญิงที่เป็นคู่ชีวิตกันนำมาประพฤติปฏิบัติร่วมกันในชีวิตประจำวัน เรียกว่า ธรรมะที่เป็นเหตุให้สามีภรรยาพบกันทุกชาติ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาตว่า "ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ พึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ก็จะได้พบกันและกันทั้งในชาตินี้และ ชาติหน้า"

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์ในปัจจุบัน khaosod

ประโยชน์ในปัจจุบัน

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


ธรรมะที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หมายถึง ธรรมะที่นำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันแล้วสามารถอำนวยประโยชน์สำหรับการตั้งตัวได้ในชีวิตนี้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์ คือ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ หรือความมั่งคั่งร่ำรวยด้วยโภคทรัพย์ ซึ่งนับเป็นความปรารถนาของมนุษย์คือ

1.ความถึงพร้อมด้วยความหมั่น มีความหมั่นในการประกอบกิจเครื่องเลี้ยงชีวิต การศึกษาเล่าเรียน การทำธุระหน้าที่ของตน หมายถึง มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ประกอบอาชีพสุจริต มีความชำนาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่องตรวจตราหาอุบายวิธี สามารถจัดดำเนินการให้ได้ผลดี

เมื่อมีความขยันหมั่นเพียร ย่อมเจริญก้าวหน้าคือ หาทรัพย์ได้ไม่ฝืดเคือง ความขยันหมั่นเพียรจึงเป็นหลักสำคัญที่ทำให้คนเราได้รับประโยชน์สุขในปัจจุบัน

2.ถึงพร้อมด้วยการรักษา รักษาทรัพย์ที่แสวงหามาได้ด้วยความหมั่นไม่ให้เป็นอันตราย รักษางานของตนไม่ให้เสื่อมเสียไป หมายถึง การรู้จักคุ้มครองเก็บรักษาทรัพย์และผลงานที่ตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียรโดยชอบธรรม ไม่ให้เป็นอันตรายหรือสูญหายโดยมิใช่เหตุ รักษาการงานของตนไม่ให้เสียหาย รวมถึงการรักษาคือทรงจำศิลปวิทยาการที่ศึกษามาดีแล้วไม่ให้เสื่อม

ในการรักษาทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความหมั่นเพียรนั้น ต้องรู้จักการใช้จ่าย โดยปฏิบัติตามหลักของการใช้จ่ายทรัพย์ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในสิงคาลกสูตรว่า "หนึ่งส่วนใช้เลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัว ดูแลคนเกี่ยวข้อง และทำประโยชน์ สองส่วนใช้เป็นทุนประกอบกิจการอาชีพ อีกหนึ่งส่วนเก็บไว้เป็นหลักประกันชีวิตและในคราวจำเป็น"

3.ความมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว หมายถึง การคบคนดีเป็นมิตร รู้จักคบหาสมาคมกับคนดีที่มีคุณธรรมนำความรู้ ไม่คบไม่เอาอย่างผู้ประพฤติชั่วที่จะชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย 

การเลือกคบคนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะคบคนเช่นใดย่อมเป็นคนเช่นนั้น ผู้มีปัญญาเมื่อหาทรัพย์และเก็บรักษาทรัพย์ไว้ได้ จึงควรหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากการคบหามิตรชั่ว เลือกคบหาสนิทชิดใกล้กับกัลยาณมิตร ดังที่ท่านกล่าวเป็นคติเตือนใจให้รู้จักคบคนไว้ว่า "ห่างสุนัขให้ห่างศอก ห่างวอกให้ห่างวา ห่างพาลาให้ห่างหมื่นโยชน์แสนโยชน์"

4.ความเลี้ยงชีวิตเหมาะสม เลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ ไม่ให้ฝืดเคือง ไม่ให้ฟุ่มเฟือย หมายถึง การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ โดยมีความเป็นอยู่เหมาะสม รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี ไม่ให้รายได้เหนือรายจ่ายโดยใช้จ่ายทรัพย์ตามควรแก่ฐานะ เหมือนกับนกน้อยที่ทำรังแต่พอตัว ไม่ใช้จ่ายทรัพย์ให้เกินฐานะ หรือจัดทำงบประมาณขาดดุล เช่น เห็นเขามีรถยนต์ ตนเองยังยากจนอยู่หรือมีฐานะไม่ค่อยดี ก็อยากมีเหมือนเขา ถึงกับไปกู้หนี้ยืมสินเขามาซื้อหรือผ่อนส่งเป็นเวลายาวนาน ซึ่งตรงกับคำพังเพยที่ว่า "เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง"

ธรรมะ 4 ประการนี้ หากนำไปปฏิบัติได้อย่างครบถ้วน ก็จะได้รับผลของการปฏิบัติทันตาเห็นในปัจจุบัน กล่าวคือมีงานมีทรัพย์จากอาชีพสุจริต พึ่งตนได้ในทางเศรษฐกิจ มีครอบครัวผาสุก ตลอดถึงการมีสุขภาพดีอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

That's what friends are for.

เพื่อนที่ดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา ดุจก้อนเกลือเค็มนิดหน่อยด้อยราคา ยังมีค่ากว่าน้ำเค็มเต็มทะเล

ประพฤติชั่ว khaosod


ประพฤติชั่ว

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


ทุจริต แปลว่า การประพฤติชั่ว การประพฤติไม่ดี หมายถึง การประพฤติที่เสียหาย การประพฤติที่ผิดศีลธรรม บางอย่างอาจผิดกฎหมาย หรือพฤติกรรมที่คนเราแสดงออกต่อผู้อื่นในทางที่ไม่พึงประสงค์ ไม่เป็นที่น่าปรารถนา ไม่เป็นอย่างอารยชน จัดตามช่องทางการประพฤติของคนเราเป็น 3 ทาง คือ

1.การประพฤติชั่วทางกาย เรียกว่า กายทุจริต

2.การประพฤติชั่วทางวาจา เรียกว่า วจีทุจริต

3.การประพฤติชั่วทางใจ เรียกว่า มโนทุจริต



มีอธิบายดังนี้

1.กายทุจริต หมายถึง การประพฤติชั่วทางกาย ได้แก่ การใช้กายทำความชั่วเลวทราม ต่อผู้อื่นหรือสัตว์อื่น จำแนกเป็น 3 อย่าง คือ

1.การฆ่าทำลายชีวิตผู้อื่น

2.การลักทรัพย์

3.การประพฤติในกามทั้งหลาย

2.วจีทุจริต หมายถึง การประพฤติชั่วทางวาจา คือ การใช้คำพูดที่ชั่วหยาบต่อผู้อื่น จำแนกเป็น 4 อย่าง คือ

1.การพูดเท็จ

2.การพูดส่อเสียด

3.การพูดคำหยาบ

4.การพูดเพ้อเจ้อ



3.มโนทุจริต หมายถึง ความประพฤติชั่วทางใจ คือ การปล่อยจิตให้คิดชั่วร้าย จำแนกเป็น 3 อย่าง คือ

1.ความโลภอยากได้ของของคนอื่น

2.ความคิดปองร้ายผู้อื่น

3.ความเห็นผิดจากคลองธรรม

ทุจริต 3 อย่างนี้ เป็นธรรมที่ควรละ คือ เป็นสิ่งไม่ควรทำ ไม่ควรประพฤติ แต่ควรละเสีย

ในทุจริตทั้ง 3 นั้น มโนทุจริตนับว่าสำคัญที่สุด เพราะสิ่งทั้งหลายขึ้นอยู่ที่ใจ เมื่อใจคิดชั่วแล้ว พฤติกรรมทางกายและวาจาก็เป็นไปในทางชั่วตามที่ใจบงการ

คนที่มีความประพฤติเสียหรือคนที่เสียความประพฤติ ย่อมจะเอาดีหรือทำความดีอื่นๆ ไม่ขึ้น และไม่เป็นที่น่าคบหาของใครๆ เพราะเขากลัวว่าจะทำให้เขาเสียหายไปด้วย ดังนั้น ผู้มีความประพฤติเสียจัดว่าเป็นผู้มีวิบัติติดตัว เรียกว่า มีอาจารวิบัติ

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

รวมคารมคมหอก-๑



★ วจีทุจริต 4 คือ... ★ 1.พูดเท็จ 2.พูดคำหยาบ 3.พูดให้คนแตกสมัคคีกัน ทะเลาะกัน 4.พูดเพ้อเจ้อ คือพูดพล่าม พูดเหลวไหล ไม่มีสาระ

"เป็นพระมีหน้าที่เทศน์ เป็นเปรตมีหน้าที่ขอ คนสิ้นหวังมีหน้าที่รอ ส่วนคนสอพลอมีหน้าที่เลีย" คำพระ 


วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

บาปต้น 7 ประการ

บาปต้น 7 ประการ เรียงลำดับจากความรุนแรงน้อยไปหามาก ตามคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 ในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ได้แก่

1. ราคะ (Lust)
2. ตะกละ (Gluttony)
3. โลภะ (Greed)
4. เกียจคร้าน (Sloth)
5. โทสะ (Wrath)
6. ริษยา (Envy)
7. อัตตา (Pride)

ติดตามข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับ บาปต้น 7 ประการได้ใน Wikipedia ครับ 
http://www.facebook.com/note.php?note_id=139316186080541 

บาป ๗ ประการ มหาตมะ



บาป ๗ ประการ ในทัศนะของมหาตมะ คานธี



บาป ๗ ประการ

มหาตมะ คานธีเขียนไว้ในหนังสือเชิงอัตชีวประวัติของท่านเรื่อง “The Story of My Experiments with Truth” เมื่อปีค.ศ. 1925 ภาษาอังกฤษสำนวนดั้งเดิมที่โด่งดังไปทั่วโลกเขียนไว้สละสลวยมากดังนี้
Politics without principles.
Pleasure without conscience.
Wealth without work.
Knowledge without character.
Commerce without morality.
Science without humanity.
Worship without sacrifice.

ท่านอาจารย์กรุณา - เรืองอุไร กุศลาสัย ปราชญ์ไทยผู้เชี่ยวชาญภารตวิทยาและภาษาฮินดี แปลหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นภาษาไทยว่า “ข้าพเจ้าทดลองความจริง : อัตชีวประวัติของมหาตมะ คานธี” พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อปี 2525 ตอนท้ายเล่มได้ถอดความ “บาป 7 ประการในทัศนะคานธี” ไว้เป็นภาษาไทย
1.เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ
2.หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด
3.ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน
4.มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี
5.ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลธรรม
6.วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์
7.บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=294567 

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

สันโดษ khaosod

สันโดษ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

สันโดษคือ ความยินดี ความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ 

พอใจยินดีในสิ่งที่ตนได้มาด้วยความชอบธรรม 

คนที่มีความสันโดษเป็นคนที่เป็นอยู่เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย 

มีความขยันหมั่นเพียร เพื่อให้หน้าที่การงานก้าวหน้าอยู่เสมอ



สันโดษมี 3 ลักษณะ คือ 



1. ยถาลาภสันโดษ ความยินดีตามได้คือ ความยินดีพอใจในสิ่งที่ตนได้ 

ได้เท่าไหร่ก็ยินดีพอใจเท่านั้น แต่มิได้หยุดความเพียรพยายาม 

ยังคงปฏิบัติหน้าที่การงานต่อไป 



ในข้อนี้ เป็นการฝึกจิตใจของเราให้ยินดีพอใจในสิ่งที่กำลังได้รับอยู่ 

ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน หรือลาภผลใดๆ เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจ ไม่เกิดความทุกข์ 

เมื่อไม่ได้มากเท่าที่คาดหวัง เพราะคนเรามักจะไม่พอใจในสิ่งที่ได้รับ 

คิดว่าน่าจะได้มากกว่านี้ น่าจะได้ดีกว่านี้ ทำไมคนนั้นได้มากกว่าเรา 

ทำไมคนนี้จึงได้ดีกว่าเรา การฝึกใจให้รู้จักพอใจในสิ่งที่ได้รับ จะทำให้มีความสุขใจ



2. ยถาพลสันโดษ ความยินดีตามกำลังคือ ความยินดีพอใจในกำลังของตน พอใจในความรู้ 

ความสามารถของตน 



ข้อนี้เป็นการฝึกจิตใจของเราให้รู้จักประมาณในกำลังกาย กำลังสติปัญญาของตนว่า 

มีมากน้อยเพียงใด แล้วพยายามแสวงหาให้เต็มที่ ได้มาเท่าใดก็พอใจเท่านั้น 

โดยไม่คิดเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ฉ้อฉลคดโกงผู้อื่น



3. ยถาสารุปสันโดษ ความยินดีตามสมควรแก่ภาวะของตนคือ 

ความยินดีพอใจในสิ่งที่สมควรเหมาะแก่ตน 



ข้อนี้เป็นการฝึกจิตใจของเราให้รู้จักคำว่าพอ เพราะความโลภของคนเรา ไม่มีขอบเขต 

ได้เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ท่านจึงกล่าวไว้ว่า พรหมโลกก็ต่ำเกินไป 

จักรวาลก็แคบเกินไป ไม่พอจะใส่ความโลภได้หมด การมีสันโดษข้อนี้ 

จะช่วยให้เรารู้จักฝึกจิต ควบคุมให้รู้จักความพอเหมาะพอควร 

ว่าเรามีความรู้ความสามารถเท่านี้ มีฐานะเท่านี้ อยู่ในภาวะนี้ ควรมี ควรได้อะไร 

ควรใช้อะไร



จะเห็นได้ว่าความสันโดษ เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ การใช้สอยปัจจัย 4 

เครื่องเลี้ยงชีพ และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ ซึ่งต้องแสวงหามาตามทำนองคลองธรรม 

ไม่ฉ้อฉล ไม่คดโกง เมื่อได้มาแล้ว ก็ใช้สอยแต่พอสมควร แต่ก็ไม่ฝืดเคือง 

ไม่ใช้จ่ายเลย



พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มีความสันโดษในเรื่องของปัจจัยเครื่องเลี้ยงชีวิต 

แต่ในเรื่องการปฏิบัติธรรม ทรงสอนไม่ให้มีความสันโดษคือ 

ไม่ให้พอใจในคุณธรรมชั้นต้นๆ ทรงสอนให้เพียรพยายามเพื่อบรรลุคุณธรรมที่สูงๆ ขึ้นไป 

จนกว่าจะถึงชั้นสูงสุด ดังจะเห็นได้จากพระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกก็ดี 

ล้วนแต่มีจิตใจ ไม่พอใจในคุณธรรมชั้นต่ำๆ ทั้งนั้น 

พระพุทธเจ้าเมื่อตอนไปศึกษาในสำนักของอาฬารดาบส และอุทกดาบส 

ก็ไม่ทรงพอพระทัยในคุณพิเศษที่ได้รับ พระองค์ไม่ทรงย่อท้อ เพียรพยายามยิ่งขึ้น 

จนในที่สุดยอมสละพระชนม์ชีพ 

โดยทรงอธิษฐานว่าเมื่อยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด จักไม่ลุกขึ้นเพียงนั้น 

เนื้อและเลือดจะเหือดแห้ง เหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามที 

ทั้งนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า การศึกษาหาความรู้ 

หรือการปฏิบัติธรรมนั้นต้องใช้ความเพียรพยายามเรื่อยไป 

ไม่ให้มีความสันโดษพอใจเท่าที่เรียนรู้มา



พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร 

www.watdevaraj.com

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตะกายดาว


อยากจะเป็นจะมุ่งไป
เป็นอะไรดีดีสักอย่าง
คงจะมีหนทาง ก็ฝันกันไป
อยากจะเป็น คนสำคัญ คงสักวันจะก้าวไกล
ไปเป็นดาวดวงใหญ่จะโด่งจะดัง

แม้จะล้มก็คิดจะคลาน
เหงื่อจะซ่านกระเซ็น
ก็คิดแล้วคุ้มจะขอไปเป็นอย่างหวัง
จะร้อนหรือหนาวก็พร้อมจะทนจะไปเป็นคนยิ่งใหญ่
ก็ค้นกันไป หากันไปหนทาง

ก็อยากจะดังมันจึงต้องไป
ในเมื่อใจมันเอาซะอย่าง
ยอมทำทุกทางตะเกียกตะกาย
ฮึม... ตะเกียกตะกาย

แม้จะล้มก็คิดจะคลาน
เหงื่อจะซ่านกระเซ็น
ก็คิดแล้วคุ้มจะขอไปเป็นอย่างหวัง
จะร้อนหรือหนาวก็พร้อมจะทนจะไปเป็นคนยิ่งใหญ่
ก็ค้นกันไป หากันไปหนทาง

ก็อยากจะดังมันจึงต้องไป
ในเมื่อใจมันเอาซะอย่าง
ยอมทำทุกทางตะเกียกตะกาย
ฮึม... ตะเกียกตะกาย

ทะยานอยาก khaosod

ทะยานอยาก 

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ได้ เพราะอาศัยเหตุ คือ ความทะยานอยาก ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ความทะยานอยากยังบุคคลให้เกิด

ความทะยานอยากนี้ นอกจากทำบุคคลให้เกิดแล้ว ยังปกคลุมหมู่สัตว์ให้วุ่นวาย ยุ่งเหยิง คิดประกอบกรรมทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง 

คนมีกิเลส ย่อมถูกความทะยานอยากทำให้ยุ่งวุ่นวายคล้ายกับด้ายที่ยุ่งแล้ว ขอดกันเป็นปมจนแก้ไม่ออก 

ความอยากนั้น ย่อมทะยานดิ้นรนไปต่างๆ เหมือนกับกระต่ายที่ติดบ่วงของนายพราน ย่อมดิ้นรนไป 

ความทะยานอยาก ดิ้นรน ทำให้บุคคลสะดุ้งหวั่นไหว ทำชั่วบ้าง ทำดีบ้าง คนที่มีความทุกข์ความเดือดร้อน ก็เพราะความทะยานอยาก 

ความทะยานอยาก มี 3 ประการ คือ 1.ความทะยานอยากดิ้นรนค้นหา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มีกิเลสเป็นเหตุใคร่และความยินดียินร้าย 2.ความอยากมีอยากเป็น คือ อยากเป็นนั่น เป็นนี่ อยากได้สิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นเรื่องดีบ้าง ชั่วบ้าง และ 3.ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น เพราะมองเห็นทุกข์โทษ 

บรรดาความทะยานอยากทั้ง 3 นั้น ความอยากมีอยากเป็น นับว่าเป็นตัวสำคัญ ทำให้เกิดความทะยานอยากดิ้นรนและความไม่อยากมีไม่อยากเป็น ทำให้ทำกรรมชั่วบ้างดีบ้าง ไม่มีที่สิ้นสุด 

คนที่ถูกความทะยานอยากเข้าครอบงำแล้ว ก็เหมือนคนตาบอด มองไม่เห็นประโยชน์และโทษ แต่โดยมากจะมองเข้าข้างตัว แม้ตนจะทำชั่วก็ยังคิดว่าทำดี 

ความอยากนี้ ถ้าอยากทำดีทำประโยชน์ ไม่ให้เกิดทุกข์โทษแก่ใคร ก็นับว่าเป็นความ ทะยานอยากในฝ่ายดี เช่น คิดจะทำตนให้เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยเกื้อกูลผู้อื่นให้ได้รับความสุข รอดพ้นจากความทุกข์ยาก ก็เป็นที่น่ายกย่องสรรเสริญได้

ความทะยานอยากนี้ ถ้าบุคคลใช้ในทางที่ดี มีประโยชน์ ไม่ให้เกิดทุกข์แก่ตนและบุคคลอื่น ก็จัดเป็นความอยากฝ่ายดี ถ้าความทะยานอยากในทางก่อกรรมทำชั่ว ให้เกิดโทษแก่ตนและคนอื่นแล้ว ก็จัดเป็นความอยากฝ่ายชั่ว เช่น โลภอยากได้สิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตน มีการคดโกงหลอกลวงลักทรัพย์ และประพฤติผิดในสามีภรรยาของผู้อื่นเป็นต้น

อย่างนี้ก็เป็นความทะยานอยากฝ่ายที่ร้ายแรง บุคคลจะละหรือบรรเทาความอยากให้หมดไปหรือให้เบาบางน้อยลง ก็คงต้องใช้คุณธรรม คือ ศีล สมาธิ และปัญญา 

แท้จริง ความทะยานอยากนี้ เกิดขึ้นภายในจิตใจของบุคคลแล้ว แสดงออกมาภายนอก มีการก่อกรรมทำชั่ว ทำความเดือดร้อนให้แก่ตนและคนทั่วไป คนที่มีความทะยานอยากมาก ก็ทุกข์มาก คนที่มีความทะยานอยากน้อยก็ทุกข์น้อย คนที่ละความทะยานอยากได้ก็หมดทุกข์ หมดความเดือดร้อน ดังพระพุทธเจ้าของเราเป็นตัวอย่าง พระองค์ทรงปราศจากตัณหาความทะยานอยากแล้ว จึงทรงมีแต่ความสุข ไม่เดือดร้อนยุ่งทั้งภายในและภายนอก แต่ทรงสงบทั้งภายในและภายนอก

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

ประวัติวันมาฆบูชา from http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538722918&Ntype=46


ประวัติวันมาฆบูชา ในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 9 เดือนขณะนั้นเมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมที่ถ้ำสุกรขาตาแล้ว เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน 3ในเวลาบ่ายพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า มาประชุม พร้อมกัน ณ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ


วันมาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า "มาฆปุรณมีบูชา" แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 3 ถือเป็น "วันจาตุรงคสันนิบาต" แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ 4 ซึ่งเป็นเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในสมัยพุทธกาล คือ


 1.วันมาฆบูชา เป็นวันที่ พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป ซึ่งจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่างๆ ได้เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันเพ็ญกลางเดือน 3 พระจันทร์เต็มดวง)  


2.วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูปเหล่านี้ ล้วนเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ทรงอภิญญา 6 และเป็นพระสงฆ์ที่ได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ซึ่งเรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"  


3.พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย กันในวันมาฆบูชานี้ 


4.วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเทศนา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ "โอวาทปาติโมกข์" 


     โอวาทปาติโมกข์ เป็นหลักคำสอนอันเป็นหลักหรือหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา ซึ่งได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม ทำจิตใจให้หมดจดบริสุทธิ์ผ่องใส เป็นการปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ


 การประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา ในวันมาฆบูชา
โดยทั่วไปจะนิยมทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา รับศีล รับพร ถวายสังฆทาน เวียนเทียนรอบอุโบสถ กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา คือ ทำบุญใส่บาตร, ปฏิบัติธรรม และฟังธรรมเทศนา, เวียนเทียนที่วัด หรือตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการจัดงาน, ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัวสืบไป


การเตรียมตัวก่อนประกอบพิธีเวียนเทียน ในวันมาฆบูชา วันขึ้น 15 ค่ำ 3


1. อาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้เบิกบาน


2. แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับสถานที่


3. เตรียมดอกไม้ ธูป เทียน ตลอดจนเครื่องบูชาให้เรียบร้อย


4. เมื่อถึงวัดแล้วควรอยู่ในอาการสำรวม ไม่พูดคุยหยอกล้อ วิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมอันไม่เหมาะสม


เวียนเทียนรอบที่ 1 รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยภาวนาบท อิติปิโส ภะคะวาฯ ไปจนจบ เพื่อให้จิตใจมีสมาธิ


เวียนเทียนรอบที่ 2 รำลึกถึงคุณพระธรรม ภาวนาบทสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมฯ ไปจนจบ


เวียนเทียนรอบที่ 3 รำลึกคุณพระสงฆ์ ภาวนาบทสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ ไปจนจบ ระหว่างนั้นต้องทำจิตใจให้สงบ แน่วแน่กับบทบูชา เมื่อเวียนเทียนครบ 3 รอบแล้ว นำดอกไม้ธูปเทียนไปวางในจุดที่กำหนด


ปัจจุบัน วันมาฆบูชา เป็นวันหยุดราชการ ของประเทศไทย

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

เห็นผิดเห็นชอบ khaosod


เห็นผิดเห็นชอบ

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


ความเห็นผิดได้แก่ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรมทุกประการ จำแนกออกเป็น 3 คือ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ ความเห็นว่าหาเหตุมิได้ ความเห็นว่าไม่มี

คนบางคนมีความเห็นว่า จะทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นอกุศลฝ่ายชั่ว ถ้าไม่มีใครรู้ใครเห็น จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ก็ไม่มีโทษ ต่อเมื่อมีคนรู้ มีคนเห็น จับได้ ไล่ทัน ต่างหากจึงให้โทษ ส่วนที่จัดว่าเป็นกุศลฝ่ายดี ถ้าไม่มีคนรู้ ไม่มีคนเห็น ไม่มีใครให้รางวัล ไม่มีคนยกย่องสรรเสริญ ก็ไม่ให้คุณ ต่อเมื่อมีคนรู้ มีคนเห็น มีคนให้รางวัล มีคนยกย่องสรรเสริญ จึงจะให้คุณได้

บางคนเห็นว่า จะได้ดีหรือได้ชั่ว ขึ้นอยู่กับคราวเคราะห์ดี หรือเคราะห์ร้าย ถึงคราวเคราะห์ดี ทำอะไรนิดหน่อย ก็มีคนชมสรรเสริญ ช่วยอุปถัมภ์เลี้ยงดู ลาภ ยศ สุข สรรเสริญก็ย่อมเกิดขึ้น

แต่ถึงคราวเคราะห์ ทำดีมีแต่คนติ ขัดขวางตัดรอนเสียทุกทาง ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็เกิดขึ้นตามกัน

บางคนเห็นว่า สัตว์ บุคคล ไม่มี ต่างกันเป็นแต่ธาตุประชุมกัน การเกื้อกูลกัน หรือทำร้ายกัน ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป

ความเห็นผิด 3 อย่างนี้ เป็นความเห็นอันดิ่งลง ยากที่จะถอนได้

ปัญญาอันเห็นชอบคือ เห็นอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ มี 2 หมวด คือ ทุกข์ประจำตัว คือ ความเกิด ความแก่ และความตาย มีเหมือนกันหมดทุกคน

ทุกข์จร มี 8 อย่างคือ ความโศก ความร้องไห้รำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ การประจวบกับสิ่งที่ไม่น่ารัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ปรารถนาไม่สมหวัง ทุกข์เหล่านี้บางคนมีมากเพราะยึดถือมาก บางคนมีน้อยแล้วแต่เหตุการณ์

ทุกขสมุทัย คือ เหตุให้ทุกข์เกิดที่เรียกว่า ความอยากได้ อยากพ้น มี 3 อย่างคือ ความอยากได้ในกาม ความอยากเป็น และความไม่อยากเป็น ความอยากทั้ง 3 นี้ ทำจิตให้สะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ บุคคลถูกความอยากครอบงำแล้ว ย่อมดิ้นรนเหมือนกระต่ายถูกนายพรานดักได้ ย่อมดิ้นรน

ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ การที่จะดับทุกข์ต้องดับที่มูลเหตุของทุกข์ คือ ความอยาก เมื่อความอยากดับแล้วทุกข์ก็จะดับไปเอง เหมือนการดับไฟต้องดับเชื้อไฟด้วยจึงจะดับสนิท การดับทุกข์ไม่ถูก ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต

มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรค คือปัญญา เป็นเครื่องอบรมกาย วาจา ใจ ให้มีภาวะเป็นกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต เป็นปฏิปทาดำเนินไปสู่ความสงบ สู่ความดับทุกข์ เมื่อได้อบรมให้แก่กล้าแล้ว สามารถบรรลุมรรคผลเป็นที่สุดได้

บุคคลผู้มีความเห็นชอบ มีปัญญาพิจารณาลักษณะของสภาวธรรมทั้งหลายอย่างถูกต้องในอริยสัจ 4 ประการแล้ว ย่อมกำจัดหมอกเมฆคือ ความเห็นผิดได้

ดังนั้น ปัญญาย่อมส่งผลให้ถึงความบริสุทธิ์แห่งชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนจะบริสุทธิ์ได้เพราะปัญญา หมายความว่า ชีวิตของคนจะหมดจดผ่องใส เพราะอานุภาพแห่งปัญญานั่นเอง

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

โลกธรรม khaosod


โลกธรรม

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙) วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร


ธรรมประจำโลก หรือเรื่องเป็นของมีอยู่ประจำโลก เรียกว่า โลกธรรม ทุกคนในโลกย่อมถูกโลกธรรมกระทบทั้งนั้น ไม่มีใครพ้นไปได้ เหมือนคนลงสู่ทะเลแล้วหลีกคลื่นทะเลไม่พ้น

โลกธรรมจึงเปรียบเหมือนคลื่นของโลก ที่ซัดมนุษย์และสัตว์ให้เต้นไปตามจังหวะและแรงของมัน แบ่งไว้เป็น 8 อย่าง เป็นฝ่ายที่น่าพอใจน่าชอบใจ และฝ่ายที่ไม่น่าพอใจ ไม่น่าชอบใจ

ฝ่ายที่น่าพอใจน่าชอบใจ มี 4 คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นส่วนสมบัติ ส่วนฝ่ายที่ไม่น่าพอใจไม่น่าชอบใจ มี 4 คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ประสบทุกข์ เป็นวิบัติ

โลกธรรม 8 ประการแบ่งเป็นคู่ได้ 4 คู่ คือ

คู่ที่ 1 ได้ลาภ เสื่อมลาภ ลาภ หมายถึง การได้สิ่งอันพึงใจ ต้องการสิ่งใดเมื่อได้สิ่งนั้น จัดว่าได้ลาภ สิ่งที่ได้มานั้น อาจเป็นบุคคล สิ่งของหรือเงินทองก็ได้ ลาภหรือสิ่งที่ได้มานั้น ที่รู้สึกว่าเป็นลาภ เพราะได้สิ่งอันพึงพอใจ หรือเพราะใจต้องการ เมื่อสิ่งที่ตนได้มาแล้วนั้น มีอันวิบัติขัดข้อง สูญหายไปตามธรรมดาของสังขารที่ต้องเสื่อม เช่น เสียเงิน เสียที่อยู่อาศัย สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คือ เสื่อมลาภ

คู่ที่ 2 ได้ยศ เสื่อมยศ ยศ แปลว่า ความยิ่ง ยิ่งด้วยความเป็นใหญ่เรียกอิสริยยศ ยิ่งด้วยชื่อเสียงคุณความดีเรียกเกียรติยศ ยิ่งด้วยบริวารพวกพ้องเรียกบริวารยศ อิสริย ยศ ยศคือความเป็นใหญ่ ความเป็นหัวหน้า เกียรติยศ ยศคือคุณงามความดี ชื่อเสียงอันเกิดจากความดี เช่นทำประโยชน์แก่สังคม บริวารยศ ยศคือบริวาร พวกพ้อง มีบริวารมาก มีคนนับถือรักใคร่ ยศเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งมีเกิดมีดับ เป็นเรื่องธรรมดา ผู้ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ อาจกลายเป็นคนอัปยศไร้ยศ หมดอำนาจวาสนา ถูกถอดจากยศ ลดหรือปลดตำแหน่งหน้าที่ ตกจากความเป็นใหญ่ คือเสื่อมยศ

คู่ที่ 3 ได้รับสรรเสริญ ถูกนินทา สรรเสริญ ได้แก่ การกล่าวถึงความดีต่อหน้าหรือลับหลัง การได้ยินได้ฟังคำสรรเสริญ คำยกย่องเทิดทูนที่คนอื่นเขาให้ คือได้รับสรรเสริญ การสรรเสริญเป็นที่พอใจของผู้ได้รับ ทำให้ใจเบิกบานมีความสุข ตรงกันข้ามกับนินทา ซึ่งไม่มีใครชอบ นินทาได้แก่การพูดถึงความไม่ดีของผู้อื่นในที่ลับหลัง ด้วยเจตนาจะประจานความไม่ดีของเขาเท่านั้น นินทาและสรรเสริญ นับว่าเป็นมายาธรรมไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้เร็ว เพราะเราทำถูกใจเขา หรือเขาชอบ พอเรา เขาก็สรรเสริญ พอเขาไม่ชอบก็นินทาว่าร้าย

คู่ที่ 4 ได้สุข ได้ทุกข์ โลกธรรมคู่นี้เป็นคู่รวมยอด คือ สภาพความเป็นอยู่ของคนเรา เมื่อกล่าวโดยรวบยอดแล้ว มีอยู่ 2 สภาพคือ สุขและทุกข์ ความสุข ความทุกข์ จะเกิดขึ้นแก่เราสลับกันไป ยามใดที่มีความสุข พึงรู้เถิดว่า ความทุกข์จะมาแน่เมื่อหมดสุขแล้ว เมื่อใดตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ ก็พึงปลอบใจตนเองเถิดว่า ต่อจากความทุกข์ก็จะเป็นความสุข ทุกคนชอบความสุขไม่ชอบความทุกข์ คนที่ไม่เข้าใจเรื่องโลกธรรมย่อมเพลิดเพลินหลงใหลเมื่อได้สุข แต่กลับซบเซา เศร้าหมอง เมื่อประสบกับความทุกข์ แต่ผู้พิจารณาด้วยปัญญาย่อมรู้ว่า ที่จริงมนุษย์ต้องสุขบ้างทุกข์บ้าง เพราะความหลงของตนที่มีต่อสิ่ง สมมติ ละความพอใจและความไม่พอใจเสีย ทำใจให้เป็นกลางวางเฉยได้ ย่อมเป็นสุข

โลกธรรมมีลาภ เป็นต้น ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วก็ดับไป ไม่ควรยินดีเมื่อได้ และไม่ควรยินร้ายเมื่อเสื่อม แต่ควรรู้เท่าทันตามความเป็นจริง

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กตัญญูกตเวที

กตัญญูกตเวที


คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด




คําว่ากตัญญูกตเวที แยกเป็นสองความหมาย คือ กตัญญู หมายถึง คนที่รู้อุปการะที่ผู้อื่นทำให้ตน ส่วน กตเวที หมายถึง คนที่รู้แล้วและตอบแทนคุณท่านด้วย แต่เมื่อท่านนำคำ กตัญญูกตเวที มารวมกันเข้าเป็นคุณลักษณะของคนๆ เดียว ย่อมมีความหมายสูงเป็นอันเดียว หมายถึง คนที่รู้อุปการะของท่านด้วย ตอบแทนคุณท่านด้วย ไม่ใช่เพียงแต่รู้เฉยๆ และไม่ใช่สักแต่ว่าทำอะไรไปโดยไม่รู้ ส่วนท่านผู้เคยให้ความอุปการะหรือมีบุญคุณนั้น เรียกว่า บุพการี 


ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี มีคุณธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะให้ผลเกิดความเจริญและสันติสุขแก่ชีวิต


คุณธรรมข้อ กตัญญูกตเวที จึงเป็นข้อปฏิบัติที่คู่กับบุญคุณ หรืออุปการคุณที่ท่านได้ทำให้แล้วก่อน ไม่ว่าท่านผู้กระทำอุปการคุณนั้นจะมีความประพฤติปฏิบัติเช่นไรก็ตาม ก็ชื่อว่าบุพการีของผู้ได้รับอุปการะนั้น 


ผู้เคยได้รับอุปการะพึงรู้คุณ ระลึกถึงและตอบแทนคุณท่านผู้มีอุปการะ ตามกำลังและโอกาสจะอำนวย ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ เป็นบุพการีของลูกๆ เพราะท่านเป็นผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดูด้วยความรัก ด้วยเมตตาและกรุณา มีความปรารถนาจะให้ลูกรักมีความสุขและความเจริญ ลูกมีทุกข์ก็ปรารถนาจะให้ลูกพ้นทุกข์ 


เมื่อรู้และระลึกถึงพระคุณของพ่อแม่แล้ว พึงปฏิบัติดีตอบแทนพระคุณท่าน โดยประการต่างๆ เป็นต้นว่า 


1.ช่วยทำกิจของท่านด้วยความเต็มใจ ไม่บิดพลิ้วหรือคอยหลีกเลี่ยง 


2.ทำให้เสื่อมเสีย 


3.ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาทของท่าน 


4.รักษาน้ำใจท่าน ไม่ทำให้ท่านต้องเสียน้ำตา น้ำใจ เพราะความประพฤติไม่ดีของตน 


5.ท่านเลี้ยงดูเรามาแล้ว เมื่อเรามีกำลังพอก็เลี้ยงดูท่านตอบ 


6.ท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศให้ 


ผู้มีความกตัญญูกตเวทีย่อมจะเป็นผู้เจริญในทุกที่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสมงคลข้อ ความกตัญญู ว่า เป็น อุดมมงคล คือ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความเจริญและสันติสุขในชีวิตได้เป็นอย่างดีที่สุด ข้อหนึ่ง






เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร


www.watdevaraj.com

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ฉลาดในประโยชน์ khaosod

ฉลาดในประโยชน์

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร www.watdevaraj.com


ความเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์เป็นคุณธรรมสำคัญ ที่สนับสนุนให้บำเพ็ญกิจที่มีประโยชน์ ตามแนวทางของผู้รู้ทั้งหลาย

ผู้ฉลาดในประโยชน์จะบำเพ็ญกิจที่มีประโยชน์ได้เป็นอย่างดี ต้องมีคุณธรรม เช่น ความอาจหาญ ซื่อตรง เที่ยงธรรม ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น เป็นกำลังช่วยส่งเสริมอีกชั้นหนึ่ง 

เป็นผู้อาจหาญ คือ ไม่หวาดหวั่นต่ออันตราย ซึ่งจะมาขัดขวางการดำเนินงาน มุ่งความสำเร็จประโยชน์ เป็นเบื้องหน้า ใช้วิจารณญาณตรวจตราโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่าไม่มีทางผิดพลาด กระทำด้วยน้ำใจจริงปราศจากความลังเลสงสัย ทั้งไม่พรั่นพรึงต่อความยากลำบาก 

เมื่อประกอบการงานใดๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ย่อมสามารถให้สำเร็จได้เป็นอย่างดี หากมีหน้าที่เป็นหัวหน้า ซึ่งจะต้องนำบริวารไปสู่ความเจริญ ก็เป็นที่อุ่นใจในความสามารถว่า อาจส่งเสริมให้มีความสุข ความเจริญได้อย่างแน่นอน 

เป็นคนซื่อ ไม่เอารัดเอาเปรียบ ย่อมเป็นที่ไว้ใจของคนทั้งหลาย ถ้าเป็นคนคดโกง ก็เป็นภัยร้ายแรง ไม่น่าไว้วางใจ และอาจใช้ความสามารถ ของตนไปในทางที่ผิด ทำการเอารัดเอาเปรียบคนอื่นเมื่อสบโอกาสได้ วิสัยของคนซื่อ เป็นผู้รู้จักบุญคุณ ไม่ทำการลบหลู่ มีความจงรักภักดี ไม่เอาใจออกห่าง เป็นคนไม่คิดคดต่อมิตร 

เป็นคนเที่ยงธรรม เมื่อดำรงตำแหน่ง ผู้ปกครอง ได้รู้ชัดถึงอัธยาศัยและความประพฤติของชนทั้งหลายซึ่งมีต่างๆ กัน ทราบหลักธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไปใน หมู่ชน ย่อมสามารถรู้เท่าทันบุคคลทุกชนิด อาจประกอบกิจของผู้เป็นใหญ่โดยเที่ยงธรรม นำหมู่คณะไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์

เป็นคนว่าง่าย คือ ฟังเสียงผู้อื่นบ้าง เพื่อช่วยให้รอบคอบยิ่งขึ้น ไม่พลาดพลั้ง และไม่จำเป็นที่ผู้น้อยเท่านั้นจะประพฤติเพื่อให้ผู้ใหญ่กรุณา แม้ผู้เสมอกันหรือผู้ใหญ่กว่า ก็ต้องประพฤติ เพราะเมื่อมิตรสหายหรือผู้น้อยตักเตือน หรือทักท้วงในข้อที่ถูก ก็ควรต้องฟังและทำตาม ไม่เช่นนั้น จะเป็นทางเสื่อมมิตร หรือคลายความเคารพนับถือ

มีอัธยาศัยอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง ทั้งไม่ดูหมิ่นผู้อื่นด้วยประการต่างๆ ความเป็นผู้อ่อนโยน ชวนให้น่ารักใคร่ และนับถือของชนทั่วไป ความไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ให้ความไว้วางใจแก่ผู้ที่สมควรให้ เป็นเครื่องรักษาน้ำใจของผู้ร่วมงานให้จงรักภักดีและกลมเกลียวไม่บาดหมาง 

ผู้ฉลาดในประโยชน์ต้องเป็นผู้อาจหาญ จึงสามารถประกอบกิจที่เป็นประโยชน์ให้สำเร็จ ต้องเป็นคนซื่อ จึงจะเป็นที่เชื่อถือไว้ใจของชนทุกชั้น ต้องเป็นคนตรงคือเที่ยงธรรม จึงจะเป็นที่นับถือยกย่องของประชาชน ต้องเป็นคนว่าง่าย ไม่ดื้อดึง จึงจะทำอะไรไม่ผิดพลาด ต้องเป็นคนอ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง จึงจะเป็นที่นิยมรักใคร่ของชนทั่วไป ต้องเป็นคนไม่ดูหมิ่นผู้อื่น จึงจะไม่บาดหมางกับใครๆ และทำตนให้ดีขึ้นโดยลำดับ

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร khaosod

เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

คนฉลาดพึงเจริญเมตตาจิตไปในหมู่สัตว์ทั้งปวง โดยไม่เลือกหน้า ไม่จำกัด เหมือนมารดามีเมตตา ปกป้องรักษาบุตรคนเดียว ยอมเสียสละได้แม้ชีวิต

เมตตา หมายถึง ความรัก ความปรารถนาดี มีไมตรีจิต คิดบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น ปราศจากความอาฆาตพยาบาทโกรธเคือง 

เมตตาทางกายด้วยกิริยาท่าทางงดงาม ใบหน้าสายตาแช่มชื่น 

เมตตาทางวาจาด้วยถ้อยคำไพเราะ น่าฟัง 

เมตตาทางใจแสดงออกด้วยความปรารถนาดี 

เมตตา ทำให้จิตใจเยือกเย็นสงบ มีความสุข หากจิตใจขาดเมตตาธรรม จะมีแต่ความเดือดร้อน ทำให้เกิดความคิดโกรธแค้นขัดเคือง ความคิดเบียดเบียนอิจฉาริษยา เป็นที่สะสมบ่มความทุกข์อยู่ในใจ 

เมตตา เป็นธรรมข้อแรกในพรหมวิหารธรรม คือ คุณธรรมของบิดามารดา หรือผู้ใหญ่ซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่คณะ ผู้ที่มีเมตตาเป็นคุณธรรมเป็นเสมือนพระพรหม

เมตตา เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในใจของเราทุกคน นอกจากตนเองจะมีเมตตาอยู่แล้วยังต้องการจะได้รับเมตตาจากผู้อื่นอีก คือปรารถนาดีต่อผู้อื่นแล้ว ต้องให้ผู้อื่นมีความรักความปรารถนาดีต่อตนเองบ้าง 

ผู้มีเมตตาจึงจำต้องแผ่เมตตาไปยังผู้อื่นสัตว์อื่นอยู่เสมอๆ วิธีแผ่เมตตาคือการมองคนในแง่ดี เหมือนมารดาบิดาเอ็นดูบุตรธิดา หรือนึกถึงตัวเองว่ารักความสุขเกลียดทุกข์ ผู้อื่นสัตว์อื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ เช่นกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เมื่อนึกอยู่เช่นนี้จะมีเมตตามากขึ้น ความสุขความสงบเกิดขึ้น

การแผ่เมตตามี 2 อย่าง คือ 

1. แผ่เมตตาโดยเจาะจงผู้ที่อยู่ใกล้ชิด

2. แผ่เมตตาออกไปยังสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณจำกัด

การแผ่เมตตามิใช่เฉพาะตนและคนที่รักหรือเฉพาะหมู่คณะของตนเท่านั้น พระพุทธองค์ทรงสอนให้แผ่เมตตากว้างออกไป 

เมตตาเปรียบเสมือนน้ำที่จะดับไฟที่เผาใจ เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตรพึงแผ่เมตตาออกไปทุกทิศ ปรับจิตให้ปราศจากพยาบาทจองเวร เมื่อทุกคนมีเมตตาต่อกัน ย่อมจะอยู่กันอย่างมีความสุข ความเจริญ พระพุทธองค์ตรัสว่า เมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลกŽ

อานุภาพแห่งเมตตาย่อมทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข สมควรอย่างยิ่งที่จะเจริญเมตตาทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ไม่เบียดเบียนข่มเหงกัน ไม่ปรารถนาทุกข์ให้แก่กัน 

เมตตา จึงเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความสุขทั้งแก่ตนและผู้อื่น



พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร / www.watdevaraj.com