วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

ทะยานอยาก khaosod

ทะยานอยาก 

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ได้ เพราะอาศัยเหตุ คือ ความทะยานอยาก ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ความทะยานอยากยังบุคคลให้เกิด

ความทะยานอยากนี้ นอกจากทำบุคคลให้เกิดแล้ว ยังปกคลุมหมู่สัตว์ให้วุ่นวาย ยุ่งเหยิง คิดประกอบกรรมทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง 

คนมีกิเลส ย่อมถูกความทะยานอยากทำให้ยุ่งวุ่นวายคล้ายกับด้ายที่ยุ่งแล้ว ขอดกันเป็นปมจนแก้ไม่ออก 

ความอยากนั้น ย่อมทะยานดิ้นรนไปต่างๆ เหมือนกับกระต่ายที่ติดบ่วงของนายพราน ย่อมดิ้นรนไป 

ความทะยานอยาก ดิ้นรน ทำให้บุคคลสะดุ้งหวั่นไหว ทำชั่วบ้าง ทำดีบ้าง คนที่มีความทุกข์ความเดือดร้อน ก็เพราะความทะยานอยาก 

ความทะยานอยาก มี 3 ประการ คือ 1.ความทะยานอยากดิ้นรนค้นหา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มีกิเลสเป็นเหตุใคร่และความยินดียินร้าย 2.ความอยากมีอยากเป็น คือ อยากเป็นนั่น เป็นนี่ อยากได้สิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นเรื่องดีบ้าง ชั่วบ้าง และ 3.ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น เพราะมองเห็นทุกข์โทษ 

บรรดาความทะยานอยากทั้ง 3 นั้น ความอยากมีอยากเป็น นับว่าเป็นตัวสำคัญ ทำให้เกิดความทะยานอยากดิ้นรนและความไม่อยากมีไม่อยากเป็น ทำให้ทำกรรมชั่วบ้างดีบ้าง ไม่มีที่สิ้นสุด 

คนที่ถูกความทะยานอยากเข้าครอบงำแล้ว ก็เหมือนคนตาบอด มองไม่เห็นประโยชน์และโทษ แต่โดยมากจะมองเข้าข้างตัว แม้ตนจะทำชั่วก็ยังคิดว่าทำดี 

ความอยากนี้ ถ้าอยากทำดีทำประโยชน์ ไม่ให้เกิดทุกข์โทษแก่ใคร ก็นับว่าเป็นความ ทะยานอยากในฝ่ายดี เช่น คิดจะทำตนให้เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยเกื้อกูลผู้อื่นให้ได้รับความสุข รอดพ้นจากความทุกข์ยาก ก็เป็นที่น่ายกย่องสรรเสริญได้

ความทะยานอยากนี้ ถ้าบุคคลใช้ในทางที่ดี มีประโยชน์ ไม่ให้เกิดทุกข์แก่ตนและบุคคลอื่น ก็จัดเป็นความอยากฝ่ายดี ถ้าความทะยานอยากในทางก่อกรรมทำชั่ว ให้เกิดโทษแก่ตนและคนอื่นแล้ว ก็จัดเป็นความอยากฝ่ายชั่ว เช่น โลภอยากได้สิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตน มีการคดโกงหลอกลวงลักทรัพย์ และประพฤติผิดในสามีภรรยาของผู้อื่นเป็นต้น

อย่างนี้ก็เป็นความทะยานอยากฝ่ายที่ร้ายแรง บุคคลจะละหรือบรรเทาความอยากให้หมดไปหรือให้เบาบางน้อยลง ก็คงต้องใช้คุณธรรม คือ ศีล สมาธิ และปัญญา 

แท้จริง ความทะยานอยากนี้ เกิดขึ้นภายในจิตใจของบุคคลแล้ว แสดงออกมาภายนอก มีการก่อกรรมทำชั่ว ทำความเดือดร้อนให้แก่ตนและคนทั่วไป คนที่มีความทะยานอยากมาก ก็ทุกข์มาก คนที่มีความทะยานอยากน้อยก็ทุกข์น้อย คนที่ละความทะยานอยากได้ก็หมดทุกข์ หมดความเดือดร้อน ดังพระพุทธเจ้าของเราเป็นตัวอย่าง พระองค์ทรงปราศจากตัณหาความทะยานอยากแล้ว จึงทรงมีแต่ความสุข ไม่เดือดร้อนยุ่งทั้งภายในและภายนอก แต่ทรงสงบทั้งภายในและภายนอก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น