วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

เห็นผิดเห็นชอบ khaosod


เห็นผิดเห็นชอบ

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


ความเห็นผิดได้แก่ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรมทุกประการ จำแนกออกเป็น 3 คือ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ ความเห็นว่าหาเหตุมิได้ ความเห็นว่าไม่มี

คนบางคนมีความเห็นว่า จะทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นอกุศลฝ่ายชั่ว ถ้าไม่มีใครรู้ใครเห็น จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ก็ไม่มีโทษ ต่อเมื่อมีคนรู้ มีคนเห็น จับได้ ไล่ทัน ต่างหากจึงให้โทษ ส่วนที่จัดว่าเป็นกุศลฝ่ายดี ถ้าไม่มีคนรู้ ไม่มีคนเห็น ไม่มีใครให้รางวัล ไม่มีคนยกย่องสรรเสริญ ก็ไม่ให้คุณ ต่อเมื่อมีคนรู้ มีคนเห็น มีคนให้รางวัล มีคนยกย่องสรรเสริญ จึงจะให้คุณได้

บางคนเห็นว่า จะได้ดีหรือได้ชั่ว ขึ้นอยู่กับคราวเคราะห์ดี หรือเคราะห์ร้าย ถึงคราวเคราะห์ดี ทำอะไรนิดหน่อย ก็มีคนชมสรรเสริญ ช่วยอุปถัมภ์เลี้ยงดู ลาภ ยศ สุข สรรเสริญก็ย่อมเกิดขึ้น

แต่ถึงคราวเคราะห์ ทำดีมีแต่คนติ ขัดขวางตัดรอนเสียทุกทาง ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็เกิดขึ้นตามกัน

บางคนเห็นว่า สัตว์ บุคคล ไม่มี ต่างกันเป็นแต่ธาตุประชุมกัน การเกื้อกูลกัน หรือทำร้ายกัน ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป

ความเห็นผิด 3 อย่างนี้ เป็นความเห็นอันดิ่งลง ยากที่จะถอนได้

ปัญญาอันเห็นชอบคือ เห็นอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ มี 2 หมวด คือ ทุกข์ประจำตัว คือ ความเกิด ความแก่ และความตาย มีเหมือนกันหมดทุกคน

ทุกข์จร มี 8 อย่างคือ ความโศก ความร้องไห้รำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ การประจวบกับสิ่งที่ไม่น่ารัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ปรารถนาไม่สมหวัง ทุกข์เหล่านี้บางคนมีมากเพราะยึดถือมาก บางคนมีน้อยแล้วแต่เหตุการณ์

ทุกขสมุทัย คือ เหตุให้ทุกข์เกิดที่เรียกว่า ความอยากได้ อยากพ้น มี 3 อย่างคือ ความอยากได้ในกาม ความอยากเป็น และความไม่อยากเป็น ความอยากทั้ง 3 นี้ ทำจิตให้สะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ บุคคลถูกความอยากครอบงำแล้ว ย่อมดิ้นรนเหมือนกระต่ายถูกนายพรานดักได้ ย่อมดิ้นรน

ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ การที่จะดับทุกข์ต้องดับที่มูลเหตุของทุกข์ คือ ความอยาก เมื่อความอยากดับแล้วทุกข์ก็จะดับไปเอง เหมือนการดับไฟต้องดับเชื้อไฟด้วยจึงจะดับสนิท การดับทุกข์ไม่ถูก ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต

มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรค คือปัญญา เป็นเครื่องอบรมกาย วาจา ใจ ให้มีภาวะเป็นกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต เป็นปฏิปทาดำเนินไปสู่ความสงบ สู่ความดับทุกข์ เมื่อได้อบรมให้แก่กล้าแล้ว สามารถบรรลุมรรคผลเป็นที่สุดได้

บุคคลผู้มีความเห็นชอบ มีปัญญาพิจารณาลักษณะของสภาวธรรมทั้งหลายอย่างถูกต้องในอริยสัจ 4 ประการแล้ว ย่อมกำจัดหมอกเมฆคือ ความเห็นผิดได้

ดังนั้น ปัญญาย่อมส่งผลให้ถึงความบริสุทธิ์แห่งชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนจะบริสุทธิ์ได้เพราะปัญญา หมายความว่า ชีวิตของคนจะหมดจดผ่องใส เพราะอานุภาพแห่งปัญญานั่นเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น