วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา khaosod

อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์ ที่พูดเช่นนี้เพราะเป็นวันเกิดขึ้นของพระสงฆ์นั่นเอง ในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม



หลังจากพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6 คือวันวิสาขบูชา แล้ว ทรงใช้เวลาทบทวนสัจธรรม และทรงคำนึงว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้นี้ลึกซึ้งมาก ยากที่ผู้อื่นจะรู้ตามได้ แต่อาศัยพระกรุณาธิคุณ จึงทรงพิจารณาแบ่งบุคคลออกเป็น 4 ประเภท เปรียบเทียบกับบัว 4 เหล่า คือ



1.บัวที่บานแล้ว คือ คนที่สอนนิดเดียวก็เข้าใจ



2.บัวที่กำลังปริ่มน้ำจะบานจะโผล่ขึ้นมา คือ คนที่สอนกันครั้งหรือสองครั้ง



3.บัวที่อยู่ใต้น้ำ คือ คนที่ต้องสอนหลายครั้งหลายหน และต้องอาศัยการกระตุ้นเตือน



4.บัวที่จมอยู่ใต้โคลน คือ คนที่สอนเท่าไรก็ไม่รู้เรื่อง พยายามจะโต้แย้ง เถียงตลอดเวลา



ทรงระลึก อาฬารดาบส และ อุททกดาบส ว่า มีกิเลสเบาบางสามารถตรัสรู้ได้ทันที แต่ท่านทั้ง 2 ได้ตายแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ได้เสด็จไปแสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกแก่ปัญจ วัคคีย์ คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และ อัสสชิ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้อุปฐากเมื่อครั้งยังทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ พระธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในครั้งนี้ ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร มี อริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ ความ ดับทุกข์ และ มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์



หลังจากแสดงธรรมแล้ว โกณฑัญญะ บรรลุโสดาบัน ได้กราบทูลขอบวชและพระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต เป็นสาวกองค์แรกของพระพุทธเจ้า และเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา



ดังนั้นวันอาสาฬหบูชาจึงนับเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา และในวันนี้ก็ปรากฏเหตุการณ์สำคัญๆ ถึง 4 ประการ ด้วยกัน คือ เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐม เทศนา, เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงได้ปฐมสาวก, เป็นวันแรกที่พระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก, เป็นวันแรกที่บังเกิดรัตนะครบสาม เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์



วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งในพุทธศาสนา ถัดจากวันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดช่วงฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น



แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดี ที่จะได้ทำบุญ รักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส



ก่อนวันเข้าพรรษา นิยมไปช่วยพระทำความสะอาดวัด พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน พร้อมฟังเทศน์ และรักษาศีล



บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดดื่มสุรา พ่อแม่บางท่านจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือว่าการบวชเรียนและอยู่จำพรรษาจะได้รับอานิสงส์มาก



นอกจากนี้ ยังมีประเพณีสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ การหล่อเทียนพรรษา ที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงวันเข้าพรรษา จัดเป็นกุศลทานอย่างหนึ่ง เชื่อว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่างจะมีอานิสงส์เพิ่มพูนปัญญา หูตาสว่างไสว



เทียนพรรษา เมื่อหล่อเสร็จแล้วจะมีการแห่รอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปจุดบูชาพระตลอดเวลา 3 เดือน ในปีนี้วันเข้าพรรษาตรงกับวันอังคารที่ 23 กรกฎาคม

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อวดอุตริมนุสธรรม khaosod

อวดอุตริมนุสธรรม

คอลัมน์ คอลัมน์ที่13



ข้อมูลในวิกิพีเดีย ระบุว่า อุตริมนุสธรรม หรือ อุตริมนุษยธรรม หมายถึงธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์ หรือ ธรรมของมนุษย์ผู้ยวดยิ่ง ได้แก่ คุณวิเศษซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมีหรือเป็นได้ มิใช่วิสัยของมนุษย์ทั่วไป แต่เป็นวิสัยของผู้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว ประกอบด้วย 

1.ฌาน หมายถึง การเพ่งอารมณ์ตามกฎแห่งการเจริญกรรมฐาน ประกอบด้วย ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน 

2.วิโมกข์ หมายถึง สภาพที่จิตพ้นจากกิเลสและ อาสวะทั้งปวง ประกอบด้วย สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ 

3.สมาธิ หมายถึง ความตั้งมั่นแห่งจิต ประกอบด้วย สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ และอัปปณิหิตสมาธิ 

4.สมาบัติ หมายถึง การเข้าถึงฌาน หรือการบรรลุฌาน ประกอบด้วย สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ 

5.ญาณ หมายถึง ความรู้ คือ ปรีชาหยั่งรู้ ปรีชากำหนดรู้จากการบำเพ็ญวิปัสสนา ได้แก่ วิชชา 3 

6.การทำมรรคให้เกิด ประกอบด้วย สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และอริยมรรคมีองค์ 8

7.การทำให้แจ้งซึ่งผล ประกอบด้วย การทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล การทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล การทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล และการทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล 

8.การละกิเลส ประกอบด้วย การละราคะ การละโทสะ การละโมหะ 

9.ความเปิดจิต ประกอบด้วย ความเปิดจิตจากราคะ ความเปิดจิตจากโทสะ ความเปิดจิตจากโมหะ 

10.ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า ประกอบด้วย ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่าด้วยปฐมฌาน ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่าด้วยทุติยฌาน ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่าด้วยตติยฌาน ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่าด้วยจตุตถฌาน

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายไว้ในหนังสือ "เหตุและผลของการอวดอุตริมนุษยธรรม (ทำไมพระพุทธเจ้าจึงห้ามอวดอุตริมนุษยธรรม)" ว่าพุทธบัญญัติห้ามไม่ให้ภิกษุอวดอุตริมนุษยธรรม หรือการบรรลุธรรมอย่างสูงที่เกินปกติของมนุษย์สามัญ เช่น สมาธิ ฌาน สมาบัติ มรรคผล ถ้าพระสงฆ์อวดโดยที่ตนไม่มีคุณวิเศษนั้นจริง ถือเป็นการหลอกลวง ย่อมต้องอาบัติปาราชิก คือขาดจากความเป็นภิกษุ 

แต่ถึงแม้จะบรรลุคุณวิเศษนั้นจริง หากพูดอวด หรือบอกกล่าวแก่ชาวบ้าน หรือผู้อื่นใดที่ไม่ใช่ภิกษุ หรือภิกษุณีก็ไม่พ้นเป็นความผิด แต่เบาลงมาเป็นอาบัติปาจิตตีย์ 

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เมตตา khaosod

เมตตา

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


เมตตา หมายถึง ความรู้สึกปรารถนาดี หวังดีต่อผู้อื่น สัตว์อื่น เป็นความรู้สึกที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว ความลำเอียง ความเกลียดชัง คิดทำร้าย หรือคิดทำลาย แต่เป็นความรู้สึกที่มุ่งไมตรี มุ่งความสุขความเจริญแก่ทุกคนสม่ำเสมอกัน มิใช่มุ่งสิ่งที่ตนชอบหรือที่เขาชอบเป็นสำคัญ



อีกนัยหนึ่ง เมตตา คือ ความรักใคร่ที่เว้นจากราคะ ความกำหนัด หากแต่เป็นความรักความปรารถนาดีที่อยากให้เกิดความสุข ความเจริญแก่ผู้อื่น สัตว์อื่น ความปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข ความมีจิตอันแผ่ไมตรีคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์ทั่วหน้า มีลักษณะคิดนำสุขไปให้เขาส่วนเดียว มีคุณสมบัติกำจัดพยาบาท คือความคิดปองร้ายได้



เมตตา แสดงทางกายด้วยกิริยางดงาม ใบหน้าสายตาแช่มชื่น แสดงออกทางวาจาด้วยถ้อยคำไพเราะ น่ารัก น่าสนทนา น่าฟัง แสดงถึงดวงจิตที่เอิบอิ่มเต็มไปด้วยความปรารถนาดี เมตตาธรรมที่มีอยู่ในจิตใจ ทำให้เยือกเย็นสงบ มีความสุข หากจิตใจขาดเมตตาธรรมจะมีแต่ความเดือดร้อน ทำให้เกิดความคิดโกรธแค้นขัดเคือง ความคิดเบียดเบียนอิจฉาริษยา เป็นที่สะสมบ่มความทุกข์อยู่ในใจ



เมตตา เป็นธรรมะข้อแรกในพรหมวิหารธรรม คือ เป็นคุณธรรมของบิดามารดาหรือผู้ใหญ่ซึ่งเป็นหัวหน้า เป็นคุณธรรมประจำใจอันประเสริฐ เป็นธรรมเครื่องอยู่ของพรหม



เมตตา ป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในใจของเราทุกคน นอกจากตนเองจะมีเมตตาอยู่แล้วยังต้องการได้รับเมตตาจากผู้อื่นอีก คือปรารถนาดีต่อผู้อื่นแล้ว ต้องให้ผู้อื่นมีความปรารถนาดีต่อตนเองบ้าง ผู้มีเมตตาจึงควรแผ่เมตตาไปยังผู้อื่น สัตว์อื่นอยู่เสมอๆ โดยการมองคนในแง่ดี เหมือนมารดาบิดาเอ็นดูบุตร ธิดาของตน ดังคำโบราณว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรืออกเขาอกเรา



เมื่อนึกอยู่เช่นนี้เมตตาจะมีมากขึ้น ความสุขความสงบก็เกิดขึ้น จะระงับความเดือดร้อนความโกรธเคืองได้



เมตตา คือ การเจริญกัมมัฏฐานด้วยการสำรวมจิต แผ่ความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ให้เป็นสุขทั่วหน้า หลักการแผ่เมตตาจิตนั้นในเบื้องต้น พึงนึกเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นก่อนว่าเรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้นเหมือนกัน แล้วจึงแผ่เมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์โดย 2 ลักษณะ คือ



1.แผ่ไปโดยเจาะจงบุคคล เป็นเมตตาชั้นต่ำ มีผลจำกัด แต่มีกำลังแรงกล้า



2.แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคล เป็นเมตตาชั้นสูง มีผลกว้างขวาง แต่มีกำลังอ่อน



ส่วนใหญ่นิยมแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจง บทแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุข รักษาตนเถิด



การเจริญเมตตานี้เป็นคุณธรรมที่ทำลายความรู้สึกพยาบาทโดยตรง เมื่อเจริญเมตตาได้แล้วจิตจะผ่องแผ้วจากกิเลสที่เรียกว่าโทสะ ผลหรืออานิสงส์ที่ได้รับจากการเจริญเมตตาอยู่เสมอ คือ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์ อมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย ไม่ประสบอุปัทวันตราย สีหน้าผ่องใส จิตสงบเป็นสมาธิได้เร็ว ไม่ตายอย่างไร้สติ ตายไปแล้วเมื่อยังไม่บรรลุธรรมชั้นสูงย่อมบังเกิดในสุคติ คือพรหมโลกตามสมควรแก่กำลังแห่งเมตตาจิตที่ตนเจริญอยู่เป็นประจำนั้น

ความพิการ 5 ประการ ขององค์กร from matichon


ความพิการ 5 ประการ ขององค์กร
วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 16:29:05 น.
 



คอลัมน์ จิตวิวัฒน์ โดย ณัฐฬส วังวิญญู www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

องค์กรเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน มีการรับรู้และการตอบสนองที่แตกต่างหลากหลาย ความท้าทายคือการขับเคลื่อนองค์กรไปอย่างสมัครสมานสามัคคีและมีเป้าหมายร่วมกัน โดยสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจำต้องอาศัยการสื่อสารภายในที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือร่วมใจ มิเช่นนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการออกแบบหรือตัดสินใจจากคนเพียงไม่กี่คนที่เป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" หรือเป็นผู้มีอำนาจบริหารก็จะต้องประสบกับการต่อต้านหรือไม่ก็แรงเฉื่อย

สิ่งที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตคือมีสุขภาพที่ดี สำหรับองค์กรแล้วสุขภาพขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของส่วนย่อยต่างๆ ในองค์กรเอง หากสุขภาพไม่ดีองค์กรก็จะแสดงความพิการให้เห็นได้ชัด ในประสบการณ์ของผมเอง ความสัมพันธ์ที่มักเป็นปัญหาที่สำคัญคือ


1) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารระดับสูงด้วยกัน (Top Management) ซึ่งถือว่าสำคัญมาก เพราะช่องว่างที่เกิดขึ้นในระดับสูงแม้เพียงเล็กน้อย จะสร้างช่องว่างขนาดมหึมาในความสัมพันธ์ระหว่างระดับล่างด้วยกันเองได้มาก

 2) ความสัมพันธ์แนวดิ่ง (Departmental) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องในหน่วยงานเดียวกัน

3) ความสัมพันธ์แนวราบแบบข้ามสายงาน (Cross-functional) ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน



ในหนังสือ Five Dysfunctions of a Teamwork และ The Advantage ของ แพทริค เลนซิโอนิ (Patrick Lencioni) ได้ระบุองค์ประกอบขององค์กรที่มีความพิการในการทำงานเป็นทีม ดังนี้

หนึ่ง ขาดความไว้วางใจต่อกัน (Absence of Trust) ซึ่งคำว่า ไว้วางใจ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความไว้วางใจที่มีให้กับอีกฝ่ายในการทำงาน แต่เป็นความไว้วางใจที่จะเปิดใจต่อกันเมื่อเกิดปัญหา และสามารถพูดถึงปัญหาได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะปัญหาของตัวเองที่เผชิญอยู่อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ซึ่งหมายถึงการยอมรับความเปราะบางและการลดอาการปกป้องตัวเองหรือการรักษาภาพลักษณ์ให้ดูดีลง

สอง กลัวความขัดแย้ง (Fear of Conflicts) ยิ่งเป็นองค์กรที่มีความเป็นไทย มีความเป็นพี่เป็นน้องแล้ว ก็จะยิ่งพยายามรักษาความสามัคคี สันติภาพ และความปรองดองไว้ในชั้นนอก (Artificial Harmony) โดยไม่กล้าเผชิญหน้ากันอย่างเปิดเผยเพื่อถกเถียงในปัญหาของงานที่เกิดขึ้นอย่างสร้างสรรค์ หลายองค์กรเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์ เพราะเต็มไปด้วยการตัดสิน การพูดจากันลับหลัง และกล่าวโทษตำหนิต่อหน้าสาธารณะอย่างเปิดเผย ทำให้ผู้คนหากเลือกได้คงจะอยากไปกินข้าวร้องเพลงหรือเล่นกีฬาด้วยกัน มากกว่าจะเข้าห้องประชุมกัน

สาม ขาดคำมั่นสัญญา (Lack of Commitment) ที่จะลงมือกระทำการร่วมกัน ด้วยเหตุที่โดยส่วนใหญ่ในการแสดงความคิดเห็น ข้อสรุปอาจไม่ได้เกิดจากการเห็นตรงกัน การมีข้อตกลงและคำมั่นสัญญาร่วมกันแม้จะมีความเห็นไม่ตรงกันและไม่ตรงกับข้อสรุปที่ได้ เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเป็นทีม

สี่ หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบร่วมกัน   (Avoidance of Accountability) ซึ่งก่อให้เกิดคุณภาพงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หลังจากที่มีข้อตกลงร่วมกันแล้ว ในการลงมือปฏิบัติ ผลที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้ตามเป้าหมายหรือคุณภาพที่ทีมงานตั้งไว้ ก็จำเป็นต้องบอกกล่าว สื่อสารกันและกัน เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริหารไม่ชอบที่จะทำนัก โดยเฉพาะการบอกกล่าวตักเตือนคนระดับเดียวกัน เพราะไม่ต้องการก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อกัน

ห้า ขาดการเอาจริงเอาจังต่อผลลัพธ์ที่ต้องการ(Inattention to Results) เพราะการอยากได้ผลงาน อยากได้หน้า หรือการเติบโตก้าวหน้าส่วนตัว หรือแม้แต่การรักษาผลประโยชน์ของหน่วยงานตัวเองมากกว่าการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม



ทั้งหมดที่ได้กล่าวมา เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความพิการในทีมงานและองค์กร เมื่อพิการเรื่องหนึ่ง ก็ส่งผลให้เกิดความพิการอีกเรื่องหนึ่งสืบเนื่องกันไป โดยจะส่งผลให้เกิดความเบื่อหน่าย ความท้อและขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน เพราะองค์กรที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน ระยะยาว และมีความสุขในการทำงานนั้น สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การมีทักษะและความรู้ในเรื่องที่ทำ แต่จำต้องมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นทีม การอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมาย และนี่ถือเป็นหนทางของการพัฒนาขัดเกลาความเป็นมนุษย์ให้มีจิตใจกว้างใหญ่ เปิดรับการเรียนรู้จากกันและกันอย่างไปพ้นความรู้อันจำกัดและคับแคบของตัวเอง

มีคนกล่าวว่า หากทีมงานดี จะทำอะไรก็ได้ แต่หากทีมงานพิการแล้ว คิดจะทำอะไรก็ไม่ได้ ติดขัดไปเสียหมด เราอาจสามารถสร้างหรือนำเข้าความรู้ทางเทคนิคและอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ได้ แต่สิ่งเดียวที่เรานำเข้าหรือซื้อไม่ได้ คือความเป็นทีมเวิร์ก ซึ่งจำต้องสร้างเองและอาศัยความเอาจริงเอาจัง ความอึดและความถี่ของการสื่อสารภายในที่สม่ำเสมอต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการไปจัดสัมมนาหรือกิจกรรมสันทนาการนอกสถานที่เพียงชั่วข้ามคืน สิ่งที่ต้องลงทุนที่สุดไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นการลดละอัตตาของผู้นำในระดับต่างๆ รวมทั้งการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้ในเชิงพฤติกรรมที่สามารถสร้างความเชื่อและความศรัทธา และวิถีของการอยู่ร่วมที่สอดคล้องกับระบบคุณค่า (Value) จนกลายเป็นวัฒนธรรมได้จริง

เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า "ทำได้ดังกว่าพูดได้"

การแก้ไขปัญหาขององค์กรในการฟื้นฟูความไว้วางใจต่อกันนั้นทำได้ไม่ยาก และไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่สำคัญอยู่ที่ความตั้งใจและการเอาจริงเอาจังกับการเปลี่ยนแปลงมากกว่า บ่อยครั้งที่ผู้บริหารรู้ว่า องค์กรควรจะปรับเปลี่ยนไปในทิศทางไหน แต่สิ่งที่มักไม่รู้คือ "ทำไมผู้คนไม่อยากเปลี่ยนแปลง" ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ ความบาดเจ็บที่มักเกิดขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงก็มักจะถูกละเลย ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง ทำให้เกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ค้างคาจิตใจผู้คนอย่างยาวนาน

การรักษาอาการพิกลพิการขององค์กรให้กลับมามีความสามารถได้อีกครั้ง จึงต้องเริ่มต้นจากการเปิด ใจรับฟังปัญหาของกันและกันอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ทั้งการอบรมเพื่อพูดทักษะความรู้ หรือการจัดกิจกรรม สร้างความสนุกสนานและอาศัยความสมัครสมานสามัคคีกลบเกลื่อนปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ อาจจะต้องอาศัยทักษะในการเผชิญความขัดแย้งด้วยความตื่นรู้ ทักษะในการสื่อสารที่แม่นยำและไม่รุนแรง ในการเชื่อมทุกฝ่ายเข้ามาเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันอย่างสันติด้วย

ดังที่อาร์โนล มินเดล นักจิตวิทยาเชิงกระบวนการ (Process-Oriented Psychology) กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า


 "ความขัดแย้งเกิดขึ้นเพื่อ ให้เราได้รู้จักตัวเองและรู้จักกันและกันมากขึ้น"

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

บุคคลที่โลกต้องการ khaosod


บุคคลที่โลกต้องการ

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


ในสังคมทุกยุคทุกสมัย ต้องการคนดีกล้าหาญ มาช่วยเหลือแก้ไขเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นให้สำเร็จเรียบร้อย สงบเป็นปกติได้ บุคคลที่โลกต้องการ คือ



คนกล้า โลกต้องการในกิจการที่สำคัญ



คนไม่พูดพล่าม โลกต้องการในคราวประชุมปรึกษา



คนเป็นที่รัก โลกต้องการในคราวข้าวน้ำสมบูรณ์



คนเป็นบัณฑิต โลกต้องการในคราวมีเรื่องราวเกิดขึ้น



บุคคลทั้ง 4 ประเภทนี้โลกต้องการ เพราะมีความสำคัญและจำเป็นต่อสังคมอย่างไร จะได้อธิบายความไปตามลำดับ



ในกิจการที่สำคัญ ย่อมต้องการคนกล้า หมายความว่า คราวใดที่สังคมมีกิจการที่สำคัญเกิดขึ้นและจะต้องมีการตัดสินใจที่แน่นอน จึงจะช่วยให้กิจการนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ในคราวนั้นสังคมจำเป็นที่ต้องได้คนกล้ามาช่วยเหลือ คนกล้าในที่นี้หมายถึงคนที่มีจิตใจกล้าหาญมั่นคง มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าทำ กล้าพูด กล้าคิด และกล้าเสี่ยง คนกล้าเท่านั้นจึงสามารถตัดสินใจทำหรือไม่ทำ คนกล้าสามารถนำกิจการที่สำคัญให้ดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อยและสร้างสรรค์ สังคมใดไร้คนกล้าแล้วสังคมนั้นก็เป็นเหมือนสังคมของคนอ่อนแอ มัวแต่รอความวิบัติหายนะอันจะมาถึงโดยไม่คิดแก้ไข การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของคนกล้าย่อมทำให้ปฏิบัติได้ถูก ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะมีทิศทางสำหรับปฏิบัติที่ชัดเจนแน่นอนจากผู้นำซึ่งเป็นคนกล้า



ในคราวประชุมปรึกษา ย่อมต้องการคนไม่พูดพล่าม หมายความว่า ในคราวประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อดำเนินงานอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ เป้าหมายของการประชุมปรึกษาหารือกันนั้นก็คือรูปสำเร็จของงานนั้นๆ ซึ่งสามารถจะนำไปดำเนินการได้ในโอกาสต่อไป ในการประชุมปรึกษาหารือกันเช่นนี้จำต้องปรารถนาบุคคลผู้ไม่พูดพล่ามเป็นอย่างมาก ผู้พูดพล่ามในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้พูดมากหรือพูดได้นาน แต่หมายถึงผู้พูดนอกเรื่องที่กำลังประชุมปรึกษากัน พูดนอกประเด็นที่กำหนดไว้ ทำให้เสียเวลาของที่ประชุม และที่สุดก็ประชุมปรึกษากันไม่เสร็จ ต้องนัดประชุมใหม่เพื่อให้ได้ข้อยุติตามที่ต้องการ หากในที่ประชุมนั้นมีแต่ผู้ต่างพูดต่างแสดงความคิดเห็นแต่ที่เป็นสาระ ตรงประเด็นและตรงเป้าหมาย การประชุมปรึกษาหารือกันนั้นก็ไม่เสียเวลา



ในคราวมีข้าวน้ำสมบูรณ์ ย่อมต้องการคนที่รัก หมายความว่า เมื่อบุคคลได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงาน ได้รับผลตอบแทนที่สมบูรณ์เช่นได้ข้าวได้น้ำสมบูรณ์ ได้ลาภยศตามที่ต้องการ ในยามนี้สิ่งที่คนส่วนมากต้องการคือบุคคลผู้เป็นที่รัก ซึ่งจะเป็นผู้เพิ่มความสมบูรณ์ให้แก่ตนได้ เช่น บางคนเมื่อมั่งมีขึ้นสามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้ก็ปรารถนาจะแต่งงานมีภรรยา มีสามี ที่แต่งงานแล้วก็ต้องการจะมีบุตรไว้เชยชมและสืบวงศ์สกุล บางคนก็ต้องการให้พี่น้องมาอยู่พร้อมหน้ากัน บางคนต้องการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่สนิทชิดชอบ เป็นต้น บุคคลที่ตนรักย่อมเป็นที่ต้องการยามที่มั่งมีศรีสุข



ในเมื่อเรื่องราวเกิดขึ้น ย่อมต้องการบัณฑิต หมายความว่า โดยทั่วไปเมื่อไม่มีเรื่องเดือดร้อนใจ หรือไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิต ทุกคนก็อยู่กันอย่างปกติสุข แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นความวิตกกังวลก็ตามมา ในยามนั้นบางคนอาจแก้ปัญหานั้นไม่ตก เมื่อเป็นดังนี้ท่านแนะนำให้เข้าหาบัณฑิต ขอคำแนะนำจากท่าน บัณฑิตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนจนจบได้รับปริญญาบัตรตามที่ทางโลกสมมติกัน แต่หมายถึงผู้ฉลาดรอบรู้ในกิจการนั้นๆ อย่างถ่องแท้ และมีคุณธรรมอยู่ในใจ ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา และใจ จะทำ จะพูด จะคิดอะไรก็เป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ไม่แนะนำ ไม่ชักจูงไปในทางที่เสียหาย มุ่งแต่สิ่งที่ดีงาม มีประโยชน์ แก่ตนเองและผู้อื่น

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความมีน้ำใจ khaosod


ความมีน้ำใจ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยวัตถุสิ่งของโดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ การสร้างถนนหนทาง สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน สร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ เป็นต้น



ความมีน้ำใจ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น การแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์โดยไม่หวงแหน แนะนำหลักการดำเนินชีวิต โดยอาศัยหลักธรรมและประสบการณ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ การเสียสละสุขและผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อสุขและประโยชน์ส่วนรวม การเสียสละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อประโยชน์ที่มากกว่า เป็นการสละกิเลสออกจากใจ



ระลึกถึงการเสียสละที่ผ่านมา เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน เมื่อได้ปฏิบัติธรรม จะอุดหนุนใจให้เบิกบาน เกิดปีติเอิบอิ่ม



ต่อจากนั้นจะเกิดความสงบกายสงบใจ มีใจตั้งมั่นแน่วแน่ ทำให้ประกอบหน้าที่การงานได้ผลดี เมื่อระลึกถึงการเสียสละของตนอยู่เป็นนิตย์ว่า เป็นลาภของเราแท้ เราได้ปฏิบัติดีแล้ว คนอื่นถูกความตระหนี่รุมเร้าเผาใจอยู่ แต่เรามิได้เป็นเช่นเขา มีใจปราศจากความตระหนี่ มีอัธยาศัยยินดีในการเสียสละ ใครต้องการขอ เราพอใจในการให้และการแบ่งปันกัน



เมื่อระลึกอยู่อย่างนี้ จิตจะไม่ถูกราคะ โทสะ และโมหะรุกรานรังแก ความมีน้ำใจมีอานิสงส์กำจัดความตระหนี่หวงแหน ความคิดกีดกันไม่ให้ผู้อื่นได้ดี เมื่อกำจัดความตระหนี่ได้อย่างนี้ ย่อมมีผลทำให้ตัวเราเองมีจิตใจปลอดโปร่ง ไม่เคียดแค้น



ความมีน้ำใจ การเสียสละ เป็นบารมีธรรมของผู้มีอัธยาศัยเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยบารมีธรรมนี้เป็นหลักที่ทำให้บุคคลมุ่งมั่นในการทำความดี แม้จะประสบปัญหาอุปสรรคมากมาย จะไม่หวั่นไหว มีจิตใจเสียสละ เอื้อเฟื้อด้วยวัตถุสิ่งของและสละความไม่พอใจกัน ความขัดเคืองใจต่อกันออกไปจากจิตใจ จึงทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสงบสุข



ผู้นำทุกระดับชั้นต้องการเป็นผู้นำมากกว่าผู้นำโดยทั่วไป แต่การจะเป็นผู้นำในหน้าที่การงาน และผู้นำที่ครองใจผู้ตามได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากคุณสมบัติเฉพาะตัวคือมีความรู้ ความสามารถเป็นที่ยอมรับแล้ว ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเสียสละที่ประกอบด้วยเหตุผลสมบูรณ์ไม่ใช่การเสียสละให้โดยปราศจากเหตุผล



นี่เองที่เป็นจุดเด่นสำคัญ ทำให้ผู้นำทุกระดับชั้นสามารถบริหารจัดการงานและบุคลากรในองค์กรขับเคลื่อนให้เป็นผลสำเร็จตามความปรารถนาที่ตั้งใจไว้



คงเคยได้ยินคำชื่นชมผู้นำบางคน ซึ่งมีน้ำใจให้ผู้ตาม หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชา ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้ทุ่มเททำงานแบบมอบกายถวายชีวิตกันเลยทีเดียว

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556

พื้นฐานคนดี khaosod


พื้นฐานคนดี

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


ศีล หมายถึง การงดเว้นจากการประพฤติผิดทางกายและวาจา การรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย กล่าวคือไม่ทำผิด ไม่พูดผิด ส่วนประเภทของศีลจำแนกตามผู้ปฏิบัติทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต



ศีล 5 ศีล 8 หรือศีลอุโบสถ เป็นข้อปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์



ศีล 10 เป็นข้อปฏิบัติสำหรับสามเณร และศีล 227 เป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระภิกษุ



ศีลเกิดขึ้นได้ เพราะมีเจตนางดเว้น 3 ประการ คือ



1) งดเว้นได้ในขณะที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แม้ไม่ได้ตั้งใจจะรักษาศีลในเบื้องต้น แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เช่น เห็นเขากำลังเล่นการพนันอยู่ เมื่อถูกชักชวน ก็ไม่ยอมทำตาม หรือเห็นเงินตกอยู่โดยไม่มีเจ้าของ ถึงอยากได้ แต่ไม่ยอมถือเอาด้วยอาการขโมย เพราะเกรงจะผิดศีล



2) งดเว้นด้วยการรับแล้วนำไปปฏิบัติ เช่น รับศีล 5 แล้วมีความตั้งใจรักษาโดยไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นหรือสัตว์อื่นให้ทุกข์ทรมานเดือดร้อน เป็นต้น



3) งดเว้นได้โดยเด็ดขาด ซึ่งเกิดขึ้นแก่พระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป



ผู้นำทุกระดับ หากไม่รักษาศีล ย่อมประพฤติทุจริต เป็นคนชั่วร้าย ปราศจากเมตตากรุณา ผู้ตามหรือผู้อยู่ในปกครองต้องเดือดร้อน เพราะความอยุติธรรม ไม่มีความเจริญก้าวหน้าในการดำเนินชีวิตและในหน้าที่การงาน เพราะฉะนั้น ศีล จึงเป็นพื้นฐานของคนดี สำหรับผู้อยู่ร่วมกัน ก่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ทำให้รู้จักรักษาความดี เป็นที่เคารพนับถือของผู้คน มีความไว้วางใจกันและกัน



การรักษาศีลโดยเฉพาะศีล 5 นั้น เป็นหลักประกันความมั่นคงของสังคม และเป็นหลักประกัน มิให้เกิดความเสียหาย เพราะว่า



ศีลข้อที่ 1 เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ หรืองดเว้นจากการเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น สัตว์อื่นให้ทุกข์ทรมาน ศีลข้อนี้จึงป้องกันรักษาชีวิตของสรรพสัตว์ มิให้เบียดเบียนกัน เพราะความโหดร้าย



ศีลข้อที่ 2 เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์ ศีลข้อนี้จึงป้องกันทรัพย์สินของบุคคลและประเทศชาติ ควบคุมมิให้มีการลัก การปล้น เป็นต้น เพราะใจอยากได้



ศีลข้อที่ 3 เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ซึ่งอยู่ในอำนาจของความใคร่ ในกามารมณ์ รู้จักเคารพสิทธิกัน ศีลข้อนี้จึงป้องกันครอบครัวมิให้แตกแยก เพราะมากรัก ไม่รู้จักพอ



ศีลข้อที่ 4 เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ ให้ระวังวาจาของตน มีสัจจะต่อกัน ศีล ข้อนี้จึงป้องกันการหลอกลวงกัน มีความซื่อสัตย์ต่อกัน อันเป็นเหตุให้เกิดความไว้วางใจกัน



ศีลข้อที่ 5 เจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมาและเสพสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด เช่นสุราเมรัย เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ศีลข้อนี้จึงป้องกันสุขภาพร่างกายและจิตใจมิให้เสื่อมโทรม ป้องกันมิให้ดำเนินชีวิตผิดพลาด ประมาท และมัวเมา

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

เครื่องมือบัณฑิต khasod


เครื่องมือบัณฑิต

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


ธีรชน คือ คนที่เป็นปราชญ์ เป็นที่ทราบกันว่า ท่านเป็นผู้เฉลียวฉลาด ทรงคุณธรรมบำเพ็ญกุศลความดี มีสติปัญญาสามารถรู้ได้หลายอย่าง และหลายทาง เช่นเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณ รู้จักกาลนิยม และการเลือกคบคน เป็นต้น คนที่รู้หลักนักปราชญ์ มีความเฉลียวฉลาดเช่นนี้ เรียกว่า บัณฑิต เพราะเป็นผู้ดำเนินชีวิตของตนให้เป็นไปด้วยเหตุและผล และด้วยปัญญา ซึ่งหมายความว่า ดำรงชีพอยู่ด้วยปัญญาคติ ที่มุ่งตรงไปในประโยชน์ทั้งหลายอย่างแน่วแน่แท้จริง และมั่นคง



บัณฑิตนั้น เป็นผู้มีคุณธรรม สำหรับเป็นเครื่องค้ำประกันชีวิตในฐานะเป็นบัณฑิตมากมาย เช่น เป็นผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 ประการ เช่น เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต เป็นต้น จนกระทั่งมีสัมมาทิฐิเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เรียกว่า เป็นหลักการ ซึ่งใครก็ตามมีอุตสาหะ พยายามประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ ก็มีโอกาสที่จะเป็นบัณฑิตได้ ถ้ากล่าวอ้างอิงถึงบุคคลก็ได้แก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า เหล่าอสีติมหาสาวก และรวมทั้งสาวกของพระตถาคตอื่นๆ เช่น ครูสุเนตรและอกิตติดาบส เป็นต้น ปูชนียบุคคลเหล่านี้ เรียกว่า เป็นบัณฑิต เพราะเป็นผู้มอบกาย ถวายชีวิตไว้ในพระพุทธศาสนา



องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสลักษณะของบัณฑิตไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตในโลกนี้เป็นผู้มีปกติคิดดี พูดดี และทำดี คือ บัณฑิตมีปกติคิดดี เป็นประจำ พูดด้วยถ้อยคำที่ดีอย่างสม่ำเสมอ และทำดีอยู่เป็นนิจจนตลอดชีวิตของท่าน คำ



วิธีการที่จะเป็นบัณฑิตนั้น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็ยังใช้หลักการที่เหมือนๆกัน หรืออย่างเดียวกันนั่นคือ สุ จิ ปุ ลิ วินิมิตโต กถํ โส ปณฺฑิโต ภเว ซึ่งแปลว่า เว้นจากการฟัง การคิด การถาม และการเขียนเสียแล้ว ไฉนเล่า จะเป็นบัณฑิตได้



ในทางพระพุทธศาสนา การฟังถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะเป็นทางก่อให้เกิดปัญญา ส่วนการคิด คนที่เป็นนักคิด ได้ฟังสิ่งใดๆ แล้ว นำมาขบคิดพิจารณาหาเหตุผลในภายหลังก็ดี ขบคิดพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างรอบคอบ ด้วยสติปัญญาความสามารถของตนเองก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นตอก่อให้เกิดปัญญา สำหรับการถาม ถ้าบุคคลใดไม่รู้และไม่เข้าใจแล้ว ไม่ยอมถามใครๆ ก็ดี เคลือบแคลงสงสัย ไม่ถามผู้รู้ผู้เข้าใจก็ดี ลักษณะเช่นนี้มีโอกาสที่จะเป็นคนโง่ไม่ฉลาดขาดปัญญาได้ต่อไปภายหลัง จนกระทั่งตลอดชีวิต หรือหาที่สุดมิได้ ฉะนั้น



สำหรับการเขียน นับแต่มีการบัญญัติอักษร ก็ย่อมเป็นสิ่งที่แน่นอนที่จะต้องเขียน และทุกๆ ครั้งที่มีการเรียนการสอน ก็จะต้องใช้วิธีนี้อย่างแน่นอนและอย่างซ้ำซากจำเจ ซึ่งจะขาดเสียมิได้ ยิ่งมีเรียนมากสอนมากเท่าใด ก็ต้องใช้ขีดใช้เขียนมากเท่านั้น



วิธีการทั้ง 4 ดังที่ได้แสดงมา แต่ละอย่างต่างก็ให้เกิดผล คือ เป็นต้นตอบ่อเกิดแห่งปัญญาได้เสมอ เหมือนกัน ฉะนั้น ผู้หวังความเจริญรุ่งเรืองด้วยปัญญา ไม่ว่าจะเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะ ภาวะ เพศ วัยใดก็ตาม ก็ควรน้อมตนมาสนใจในวิธีการดังที่แสดงมา มุ่งมั่นหันหน้ามาประกอบอย่างจริงจังก็จะประสบความสำเร็จดังที่หวังได้

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อานิสงส์การรักษาศีล khaosod


อานิสงส์การรักษาศีล

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


คําว่า "ศีล" คือ การสำรวมระวังกาย และวาจา ให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษ กล่าวคือ เจตนางดเว้นจากความประพฤติปฏิบัติที่เป็นการเบียดเบียนตนเอง และผู้อื่นให้เดือดร้อนเสียหาย



ศีล นั้นคู่กับ ธรรม ศีลเป็นข้อห้าม ส่วนธรรมเป็นข้อปฏิบัติ ดังเช่น



เบญจศีล คือ ศีล 5 เป็นข้อห้ามประพฤติปฏิบัติอันเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น 5 ข้อ สำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน ได้แก่



1. ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต



2. ห้ามลักฉ้อหรือคดโกง



3. ห้ามประพฤติผิดในกาม



4. ห้ามพูดปด



5. ห้ามเสพสุรา และสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท



เบญจกัลยาณธรรม คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นคุณธรรมของคนดี 5 ข้อ ตรงกันข้ามกับความประพฤติผิดศีล ได้แก่



1. ความเป็นผู้มีเมตตากรุณาธรรมต่อผู้อื่น ไม่คิดประหัตประหารกัน



2. การให้ทาน และการประกอบสัมมาอาชีวะ



3. ความมีสันโดษในคู่ครองของตน



4. การกล่าวแต่วาจาที่จริง



5. การมีสติสัมปชัญญะ รู้ผิดชอบชั่วดี รู้บาป-บุญคุณ-โทษ รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อม แห่งชีวิตตามที่เป็นจริง



อานิสงส์ของการรักษาศีล คือ ความสำรวมระวังกาย และวาจาให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ พระพุทธเจ้าได้ตรัสอานิสงส์ของศีล มีเป็นต้นว่า



1. ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเจริญด้วยโภคทรัพย์ มีความไม่ประมาทเป็นเหตุ



2. กิตติศัพท์อันงามของผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมฟุ้งขจรไป



3. ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล จะเข้าสู่บริษัทหรือ สมาคมใดๆ ก็ตาม ย่อมเป็นผู้องอาจ ไม่เคอะเขินเข้าไป



4. ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ไม่หลงทำกาลกิริยา คือไม่หลงตาย



5. ผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์



ส่วนผู้ประพฤติผิดศีล ย่อมได้รับผลตรงกันข้าม กล่าวคือ ชีวิตย่อมหาความเจริญและสันติสุขแท้จริงมิได้ ย่อมนับวันแต่จะถึงความเสื่อมแห่งชีวิต และย่อมได้ประสบแต่ความทุกข์เดือดร้อน เพราะผลแต่อกุศลกรรมที่ตนประพฤติผิดศีล ผิดธรรมนั้น มากน้อยตามความหนักเบาแห่งบาปอกุศลที่ตนกระทำผิดศีล



เพราะเหตุนั้น บัณฑิตผู้รู้ ผู้มีสติปัญญาอันเห็นชอบ จึงเป็นผู้มีศีล และรักษาศีลให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ย่อมเจริญด้วยโภคทรัพย์ กิตติศัพท์อันงามย่อมฟุ้งขจรไป จะเข้าสู่บริษัทหรือสมาคมใดๆ ย่อมเป็นผู้องอาจ เป็นผู้ไม่หลงทำกาลกิริยา คือ ไม่หลงตาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดาวเหนือ จากข่าวสด


ดาวเหนือ
รู้ไปโม้ด
nachart@yahoo.com

ดาวเหนือ หรือ ดาวโพลาริส (Polaris หรือ (Cynosura) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมีเล็ก และอยู่ใกล้กับขั้วฟ้าเหนือ จึงปรากฏเหมือนอยู่นิ่งกับที่บนท้องฟ้า (แท้จริงเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น เพราะแกนหมุนของโลกมีการส่าย) และการที่ดาวเหนืออยู่ในทิศทางที่เกือบจะเป็นทิศทางเดียวกับแกนหมุนของโลก ดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ จึงดูเหมือนเคลื่อนที่วนเป็นวงกลมรอบดาวเหนือ และนักสำรวจอาศัยดาวเหนือในการเดินเรือ



ปัจจุบันดาวเหนือไม่ได้อยู่ตรงกับขั้วฟ้าเหนือ แต่ห่างจากขั้วฟ้าเหนือเล็กน้อย (ไม่เกิน 1 องศา) จึงเคลื่อนที่เป็นวงกลมเล็กๆ ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2 องศา มีเพียง 2 เวลาในวันหนึ่งๆ ที่ดาวเหนืออยู่ตรงกับทิศเหนือพอดี ส่วนในเวลาอื่นต้องอาศัยตารางคำนวณเพื่อหาทิศเหนือที่แม่นยำ



ทั้งนี้ แท้จริงแล้วดาวเหนือไม่ได้บอกทิศเหนือตลอดไป การที่แกนหมุนของโลกส่ายคล้ายลูกข่างด้วยคาบ 26,000 ปี ทำให้ดาวฤกษ์ดวงอื่นเคยเป็นดาวเหนือมาก่อน เช่น ดาวทูแบนในกลุ่มดาวมังกร ส่วนในอนาคตจะเป็นดาวเวกาในกลุ่มดาวพิณ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอันใกล้นี้ ยังสามารถใช้ดาวเหนือบอกทิศเหนือได้ต่อไป โดยที่ดาวเหนือจะอยู่ใกล้ขั้วฟ้าเหนือมากที่สุดในปี ค.ศ.2100 ด้วยระยะห่างไม่เกินครึ่งองศา



เราค้นหาดาวเหนือได้จากการลากเส้นตรงผ่านดาว 2 ดวงของกลุ่มดาวหมีใหญ่ ไปหาดาวเหนือได้ เรียกดาว 2 ดวงนี้ว่า ดาวชี้ (Pointers) หรือไม่ก็ลากเส้นผ่านแบ่งครึ่งผ่านกลางกลุ่มดาวแคส ซิโอเปียที่มีรูปร่างเหมือนตัวอักษร W



การเป็นที่รู้จักของดาวเหนือ ทำให้คนจำนวนมากคิดว่าดาวเหนือเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในท้องฟ้า แต่ในความเป็นจริง ดาวเหนือเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างเป็นอันดับที่ 47 ส่วนดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในท้องฟ้า (ยกเว้นดวงอาทิตย์) คือดาวซิริอัส



ข้อมูลจากดาวเทียมฮิปปาร์คอส พบว่าดาวเหนืออยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทาง 431 ปีแสง (132 พาร์ เซก) เป็นดาวยักษ์ใหญ่หรือดาวยักษ์ที่มีฤกษ์จางๆ 2 ดวงเป็นสหาย



ดวงแรกมีชนิดสเปกตรัม F3 V อยู่บนแถบลำดับหลัก ห่างจากดาวแม่ประมาณ 2,000 หน่วยดาราศาสตร์ อีกดวงอยู่ใกล้กว่าด้วยกึ่งแกนเอกของวงโคจรเพียง 5 หน่วยดาราศาสตร์



ดาวเหนือเป็นดาวฤกษ์ดาวแปรแสงดวงหนึ่ง ราวปี ค.ศ.1900 ดาวเหนือมีความสว่างขึ้นลงประมาณ 8% (คิดเป็น 0.15 ความส่องสว่าง) ด้วยคาบ 3.97 วัน ปี ค.ศ.2005 ความสว่างเปลี่ยนแปลงเพียง 2% นอกจากนี้ยังมีความสว่างมากกว่าปี ค.ศ.1900 อยู่ประมาณ 15% รวมทั้งคาบก็เพิ่มขึ้นด้วยอัตรา 8 วินาทีต่อปี



ยังมีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า ในยุคที่ "ทอเลมี" (คลอเดียส ทอเลเมอุส หรือที่คนไทยเรียกกันว่า ปโตเลมี-Ptolemy นักภูมิศาสตร์ นักดาราศาสตร์(และนักโหราศาสตร์ชาวกรีกโบราณ) ยังมีชีวิตอยู่ ดาวเหนืออาจสว่างกว่านี้ 2.5 เท่า ซึ่งถ้าหากเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงความสว่างของดาวเหนือ จะสูงเกินกว่าผลการพยากรณ์โดยอาศัยทฤษฎีวิวัฒนาการของดาวฤกษ์



ในท้องฟ้าซีกใต้ ไม่มีดาวฤกษ์สว่างที่อยู่ใกล้ขั้วฟ้าใต้ ดาวที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและอยู่ใกล้ขั้วฟ้าใต้มากที่สุด คือดาวซิกมาออกแทนต์ (บางครั้งเรียกว่า Polaris Australis) อย่างไรก็ตาม คนในซีกโลกใต้สามารถใช้กลุ่มดาวกางเขนใต้ในการคะเนตำแหน่งของทิศใต้