วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

“สามัญลักษณ์”ของตุลาการอเมริกัน

“สามัญลักษณ์”ของตุลาการอเมริกัน


 
ผมเคยเขียนเกี่ยวกับระบบการทำงานของตุลาการอเมริกันไปบ้างแล้ว โดยระบบที่เรียกว่า common law  การตัดสินอรรถคดีในระบบอเมริกันที่มีหลักใหญ่ความคือ การใช้สามัญสำนึก (common sense) ในการตัดสินคดีต่างๆ ซึ่งก็คือ ระบบลูกขุน (jury duty) นั่นเอง ลูกขุนก็มาจากคนธรรมดาเหมือนอย่างคุณอย่างผมนี่แหละที่สามารถเข้าร่วมเป็นองค์คณะผู้พิพากษาได้ ทั้งที่เราไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายกันเอาเลยก็ยังได้ เพราะระบบตุลาการอเมริกันวัดความยุติธรรมจากสำนึกภายในของแต่ละบุคคล แม้ว่าการคัดเลือกคณะลูกขุนจะมีขั้นตอนและอาศัยคุณสมบัติพื้นฐานเหมือนกันแต่ก็ไม่เป็นที่ยุ่งยากดูสูงส่งเหมือนบางประเทศที่ใช้ระบบ civic law หรือระบบตุลาการที่อาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย
ระบบตุลาการอเมริกันตั้งอยู่บนพื้นฐานของปรัชญาที่เชื่อในความยุติธรรมและความเสมอภาคเท่าเทียมกันของมนุษย์ เชื่อว่าความรู้ไม่ใช่เครื่องวัดศีลธรรมภายในของมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ต่างหากที่เป็นมาตรวัดคุณค่าของมนุษย์ด้วยกันเอง  และการที่สังคมมนุษย์สามารถดำรงอยู่ได้ อารยธรรมมีการพัฒนามาตลอด ไม่กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน หรือเสมือนสังคมสัตว์ ก็เพราะคุณธรรมในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์
ในระบบตุลาการของอเมริกันนั้น หลายเมืองถึงกับมีการเลือกตั้ง (vote) บุคคลขึ้นมาทำหน้าที่ผู้พิพากษา ซึ่งว่าไปแล้วบุคคลที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษานี้เป็นแค่ผู้จัดระบบหรือกระบวนการตัดสินอรรถคดีให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น ผู้พิพากษาเหล่านี้ไม่มีหน้าที่ในการตัดสินคดีโดยตรงแต่เพียงผู้เดียวหรือตัดสินกันแต่เฉพาะบรรดาผู้พิพากษาอาชีพ แต่ในการพิจารณาคดีนั้นอาศัยคณะลูกขุน
เพราะความเชื่อที่ว่าเมื่อคุณกับผมฟังการไต่สวนคู่ความร่วมกับพยานบุคคลและพยานหลักฐานแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมายใดๆ นี่แหละ คุณกับผมก็สามารถที่จะสามารถจับได้ว่าใครเป็นฝ่ายพูดจริงใครเป็นฝ่ายพูดเท็จในศาล ซึ่งเป็นการปลุกสำนึกของความเป็นมนุษย์ของคุณและผมให้ทำงาน เพราะทั้งคุณทั้งผม เราต่างไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลในคดีเลย ไม่มีความผูกพันหรือมีความหลังต่อกันมาก่อน
แน่นอนว่าคุณและผมที่ทำหน้าที่ลูกขุนนี้ เราอาจมีมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งในท้ายที่สุดก็ต้องมาตัดสินกันด้วยการโหวตเช่นกันว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไร ผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้อธิบายให้คุณกับผมฟังว่าผลของข้อกฎหมายเป็นอย่างไร คุณกับผมมีสิทธิที่จะใช้หัวอกหัวใจใส่ลงไปในผลที่จะเกิดขึ้นกับคดีเหล่านี้ เช่น โทษจำคุกระยะเวลาสั้นยาว  หากคุณกับผมไม่อาศัยสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงแล้ว คุณกับผมก็อาจมีตราบาปติดอยู่ในใจ เพราะฉะนั้นคุณกับผมก็ต้องมาคิดอย่างรอบคอบว่า เราจะต้องตัดสินอย่างตรงกับสามัญสำนึกให้มากที่สุด
ระบบลูกขุนอเมริกัน ทำให้ตระหนักได้ประการหนึ่งว่า ความรู้ทางด้านกฎหมายไม่ใช่คำตอบของความยุติธรรม บุคคลที่มีความรู้ทางด้านกฎหมายไม่ได้เป็นผู้ไร้ซึ่งอคติเสมอไป หากแต่ความรู้เองกลับเป็นอคติอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือ อคติที่มาจากความรู้ หรือความเชื่อมั่นในความรู้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย นอกเหนือไปจากมุมมองการให้คุณค่าความเท่าเทียมกันของมนุษย์ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ซึ่งประเด็นนี้เชื่อมโยงไปถึงอำนาจการตรวจสอบตุลาการหรือผู้พิพากษาประจำของคนอเมริกัน อย่างเช่น การอาศัยกระบวนการเลือกตั้งในบางรัฐหรือบางเมือง เป็นต้น หากประชาชนในท้องถิ่นเห็นว่าผู้พิพากษาทำหน้าที่ได้ไม่ดี ไม่ยุติธรรม พวกเขาก็ไม่เลือกผู้พิพากษาคนเดิมต่อไป
อีกประการหนึ่งคือ ความยุติธรรมกับผลประโยชน์ หลักการของระบบกฎหมายแบบสามัญสำนึกมองว่า เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแบบขาประจำทำงานไปนานๆก็ย่อมจะยึดติดกับตำแหน่ง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผลประโยชน์ท้องถิ่นได้ ดังนั้นตำแหน่งผู้พิพากษาจึงไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ (absolute power) แต่จะขึ้นกับการตัดสินใจร่วมของคณะลูกขุนที่มาจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วไป ทั้งนี้ต้องกลับไปดูการพิจารณาคุณสมบัติของคณะลูกขุนด้วยว่า ฝ่ายอเมริกันมีการพิจารณาด้วยความเข้มงวดรัดกุม เช่น ถ้าพูดถึงสาขาอาชีพ เขาไม่เลือกบุคคลที่มีอาชีพเดียวกับคู่ความ เพราะอาจทำให้เกิดอคติในการตัดสินคดีจากความเป็นผู้ที่อยู่ในสาขาอาชีพเดียวกันก็ได้
เหนืออื่นใด คือ การมองผู้พิพากษาคือคนๆหนึ่งเหมือนกับคนทั่วไป ผมเห็นผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งที่เนวาดาถูกโอบคอโดยประชาชนและเดินสนทนาอย่างสนิมสนมในงานปาร์ตี้เรี่ยไรเงินเพื่อสังคมสงเคราะห์แห่งหนึ่ง
แต่ขณะเดียวกัน ผู้พิพากษา ก็เป็นคนของประชาชนไปด้วยในตัว เช่น ผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เพราะในระบบการสรรหาผู้พิพากษาในระดับตั้งแต่ระดับหัวหน้าศาลท้องถิ่นขึ้นไปของอเมริกัน ไม่มากก็น้อยต้องยึดโยงกับประชาชน  ดังกรณีการยึดโยงกับสภาท้องถิ่น ของเมืองหรือของรัฐ เป็นต้น
เท่ากับว่าระบบตุลาการอเมริกันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยโดยปริยาย มีการวางโครงสร้างเพื่อการตรวจสอบและถ่วงดุลจากประชาชน  เพราะเกี่ยวข้องกับมวลชนโดยตรง ตุลาการคือ สามัญชน ที่มาแล้วไปตามวาระ ความรู้ในเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่สำคัญเท่าสำนึกของความยุติธรรมต่อคู่ความหรือคู่ขัดแย้ง
น่าแปลกที่ว่า ระบบยุติธรรมของตุลาการอเมริกันผูกพันถึงมวลชนด้วย คือ เสียงส่วนใหญ่ของคณะลูกขุนที่เป็นเครื่องชี้ชะตากรรมของคู่ความในที่สุด ดังนี้แล้วก็เชื่อมโยงไปถึงความนิยมชมชอบในตัวของผู้พิพากษาด้วยว่า“สังคมท้องถิ่นนั้นๆเห็นว่าการตัดสินคดีของเขาหรือเธอยุติธรรมหรือไม่” ถ้าเห็นว่าการตัดสินไม่ค่อยยุติธรรมก็จะไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ความยุติธรรมที่ว่าก็อาศัยเครื่องมือในกระบวนการยุติธรรมด้วย เช่น พยาน หลักฐานต่างๆ ด้วย
ในส่วนของศาลสูง ซึ่งเป็นศาลการเมือง มีหน้าที่ในการตีความข้อขัดแย้งทางกฎหมายของรัฐและของประเทศ  รวมถึงข้อขัดแย้งทางการเมืองในระดับชาตินั้น ที่มาของผู้พิพากษาก็ยึดโยงกับระบอบรัฐสภาของอเมริกัน  คือโดยการเสนอชื่อของประธานาธิบดีและการรับรองของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง (รัฐละ 2 คน)
การตีความของศาลสูงอเมริกันสามารถถูกลบล้าง (overrule) ได้ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา  ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลจึงไม่ใช่เป็นคำตัดสินสุดท้ายที่จะแก้ไขอะไรไม่ได้ ระบบการถ่วงดุลของศาลสูงถูกทำโดยอำนาจของประชาชนในเชิงของการยอมรับของสาธารณะหรือที่เรียกว่า ระบบ public acceptance ที่หมายถึง คำตัดสินของศาลสูงจะต้องได้รับการยอมรับและต้องไม่ขัดแย้งกับความเห็นวิญญูชนสาธารณะจนน่าเกลียด  จนเห็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งกันในระหว่างหมู่ชนหรือประชาชนโดยทั่วไปในประเทศ
ดังนั้น ว่าโดยน้ำหนักของกระบวนการยุติธรรมอเมริกันแล้ว ได้ถูกวางไปที่ 3 ส่วน คือ  ส่วนประชาชน หมายถึง ประชาชนมีอำนาจในการจัดการเรื่องความยุติธรรมของพวกเขาด้วยกันเอง,  ส่วนความเสมอภาค หมายถึง ในระหว่างผู้มีหน้าที่ตัดสินคดีกับผู้ที่อยู่ในกระบวนการตัดสินคดีมีความเท่ากันในแง่ความเป็นมนุษย์ และส่วนความเรียบง่าย ไร้พิธีรีตองเชิงตัวบทกฎหมายในกระบวนการพิจารณาคดี หมายถึง การวางเครื่องมือ คือ สามัญสำนึกในการพิจารณาคดีไว้เป็นลำดับแรก วางเครื่องมือตัวบทกฎหมายเป็นลำดับที่สอง 
กระบวนการยุติธรรมอเมริกันไม่เชื่อในองค์เอกอธิปัตย์ตุลาการ  แต่เชื่อในปัจเจกสามัญสำนึกที่ขยายต่อไปถึงระบบสำนึกร่วมของหมู่ชนในสังคม
ระบบตุลาการอเมริกันจึงไม่แปลกแยกออกไปจากอำนาจหรือความผูกพันต่อประชาชนแต่อย่างใด มีความผันผวนของตำแหน่งในแบบที่เรียกว่า “การสถาปนาอำนาจชั่วคราวจากประชาชน” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “การสถาปนาอำนาจถาวร” ในรูปแบบข้าราชการประจำ ที่ไร้ซึ่งความผันผวน และมีการตระหนักรู้ถึงสุขทุกข์ที่เกิดจากความผันผวนของโลกภายนอก หรือโลกของชาวบ้านน้อย
เหมือนที่ผู้พิพากษาอเมริกันคนหนึ่งเคยบอกกับผมว่า “ความมั่นใจในการพิจารณาคดีของผู้พิพากษา(ว่ายุติธรรมดีแล้ว) ก็คือ ความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง” นั่นเอง
 from : http://prachatai.com/journal/2014/04/52542?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter

อยู่อย่างเคยชินกับการคอร์รัปชั้น???

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คอร์รัปชั่น (มติชนรายวัน)

วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 22:01:35 น.




ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่เขาจะขึ้นมาถึงเชียงใหม่ เขาได้ไปเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์คนที่อุบลฯและสุราษฎร์ฯมาแล้ว ผมสนใจว่าเขาได้พบอะไรที่สุราษฎร์ธานีบ้าง เขาตอบอย่างที่คาดเดาได้ว่า ผู้คนรังเกียจ "ระบอบทักษิณ" มาก แต่ในส่วนตัวคุณทักษิณ ชินวัตร เองนั้น คนสุราษฎร์ฯที่เขาได้พบปะพูดคุยต่างยอมรับว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่จัดการด้านเศรษฐกิจได้เก่ง แต่โกงชะมัด ถ้าไม่โกงเสียอย่างเดียว ก็จะเป็นนายกฯที่ดีมาก

ความรังเกียจคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรงของกระฎุมพีไทยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก ในส่วนที่ใช้คอร์รัปชั่นเพื่อเป็นอาวุธทางการเมืองในการต่อสู้กับ "ระบอบทักษิณ" นั้น ไม่ต้องพูดก็เข้าใจได้ เพราะดูเหมือนม็อบ กปปส.รังเกียจคอร์รัปชั่นของระบอบทักษิณเท่านั้น หาได้รังเกียจคอร์รัปชั่นที่เกิดใน "ระบอบ" ชวน หลีกภัย หรืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่อย่างใด อย่างที่เขาพูดกันแหละครับ ในสงครามใดๆ ก็ตาม ผู้บาดเจ็บรายแรกคือความจริงเสมอ

แม้กระนั้น ผมก็เชื่อว่า ยังมีความรังเกียจต่อการคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นจริงๆ ในหมู่กระฎุมพี นับตั้งแต่ 14 ตุลาเป็นต้นมา การขจัดคอร์รัปชั่นเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองของไทยตลอดมา ใช้เป็นจุดขายในการหาเสียง ใช้เป็นประเด็นใหญ่ในการคว่ำรัฐบาล ใช้ปลุกระดมทางการเมือง จนในที่สุดก็ตั้งหน่วยงานปราบคอร์รัปชั่นและขยายหน่วยงานนั้นให้ใหญ่ขึ้นจนกลายเป็น ป.ป.ช.ในทุกวันนี้ คนที่เกิดและเติบโตมาท่ามกลางการใช้ประโยชน์ประเด็นคอร์รัปชั่นในลักษณะต่างๆ เช่นนี้ จะไม่ให้มีความรังเกียจคอร์รัปชั่นเลยก็แปลกสิครับ

แต่ในขณะเดียวกัน คอร์รัปชั่นกับกระฎุมพีไทยนั้นเคล้าคละปะปนกันในวิถีชีวิตจนแยกออกจากกันได้ยาก ฉะนั้น แม้ว่าในส่วนหนึ่งของสำนึก มีความรังเกียจคอร์รัปชั่นจริงๆ แต่อีกส่วนหนึ่งก็รู้ว่าชีวิตของตัวดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุขได้ด้วยการอยู่ร่วมกับคอร์รัปชั่นอย่างสันติ

คอร์รัปชั่นคืออะไรต้องเข้าใจให้ตรงกันด้วย ภาษาไทยเก่ามีคำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ซึ่งแปลว่าข้าราชการเบียดบังคดโกงราษฎร เช่นแกล้งรังวัดที่นาให้มากกว่าที่มีอยู่จริง เพื่อเรียกสินบนให้ลดขนาดที่นาลงมาตามจริง ในขณะเดียวกัน เก็บส่วยสาอากรแล้วก็ไม่ส่งถึงพระคลังหลวง แต่เม้มไว้เป็นประโยชน์ของตนเอง

ขอให้สังเกตนะครับว่า สำนวน "ฉ้อราษฎร์" ของภาษาไทยเก่านั้น เจาะจงเฉพาะข้าราชการซึ่งมีอำนาจรัฐเป็นเครื่องมือในการเบียดบังทรัพย์สินราษฎร ไม่ได้หมายถึงพ่อค้าวานิชที่ผูกขาดการค้าและตั้งราคาอย่างไม่เป็นธรรม ส่วน "บังหลวง" ก็หมายเฉพาะเบียดบังพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ นอกจากนี้ สำนวน "ฉ้อราษฎร์บังหลวง"ยังไม่หมายรวมถึงพระบรมราโชบายที่รีดนาทาเน้นราษฎรด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คอร์รัปชั่นไม่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ

คำว่าคอร์รัปชั่นในภาษาอังกฤษมีความหมายกว้างกว่านั้นมาก หากดูไวพจน์ของคำ corrupt จะเห็นว่าส่อไปทางความเสื่อมทางจิตใจ หรือความเสื่อมจากระบบที่ควรจะเป็น (debase, pervert, debauch ฯลฯ) คำแปลตามตัวอักษรของภาษาบาลีว่า "ทุจริต" น่าจะตรงกว่า คือหมายถึงพฤติกรรมที่ผิดต่อสาธารณะ, บุคคล หรือ (ตรงนี้สำคัญมากนะครับ) ต่อตนเอง

ที่ผมพูดว่า กระฎุมพีไทยคุ้นเคยและมีชีวิตอยู่ร่วมมากับการคอร์รัปชั่นอย่างสันติ ก็หมายถึงคอร์รัปชั่นในความหมายกว้างอย่างในภาษาอังกฤษเช่นนี้ การอาศัย "เส้นสาย" เพื่อผูกขาด (โดยนิตินัยหรือพฤตินัยก็ตาม) ของกระฎุมพีระดับสูงเริ่มมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และ "เส้นสาย" ก็ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการลงทุนทั้งนายทุนไทยและต่างประเทศสืบมาจนถึงทุกวันนี้ และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจของชินคอร์ป.เท่านั้นด้วย ก็รู้ๆ กันอยู่ไม่ใช่หรือครับ

กระฎุมพีระดับต่ำลงมาจากนั้น ก็เคยชินกับการติดสินบนเจ้าพนักงานเพื่อความสะดวกในธุรกิจหรือดำเนินชีวิต นับตั้งแต่ติดสินบนตำรวจจราจรไปจนถึงติดสติ๊กเกอร์รถบรรทุก หรือสูบน้ำบาดาลในเขตห้ามสูบของกรุงเทพฯ หรือโทร.บอกเพื่อนตำรวจให้ไปเอาใบขับขี่ที่ถูกยึดแทนเสียค่าปรับ ยัดเงินโรงเรียนหรือสมาคมครูผู้ปกครองเพื่อเอาลูกเข้าโรงเรียนดัง แม้แต่ขึ้นเครื่องบินยังใช้เส้นเพื่อได้ที่นั่งแถวหน้า นี่คือชีวิตปกติของกระฎุมพีไทยไม่ใช่หรือครับ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" นะครับ (อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตรงๆ) แต่เป็นการทำความเสื่อมให้แก่สาธารณะ, บุคคล และตนเองเป็นสำคัญ

30 ปีมาแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า การคอร์รัปชั่นในเมืองไทยไม่ส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจเท่าในละตินอเมริกา เหตุผลก็เพราะนักการเมืองและข้าราชการที่ทุจริตต่อหน้าที่เหล่านี้ ไม่ได้นำเงินออกนอกประเทศ (นอกจากนำกิ๊กไปช็อปปิ้งที่ปารีส) แต่เก็บอยู่ในเมืองไทย บางรายก็นำเงินนี้ไปลงทุนในประเทศจนกลายเป็นเจ้าสัวใหญ่ก็แยะ นี่เป็นการมองผลของคอร์รัปชั่นทางเศรษฐกิจแท้ๆ มากกว่าจะนึกถึงความหมาย debase, pervert หรือ debauch

ในทุกวันนี้ ผมก็ได้ยินกระฎุมพีต่อต้านคอร์รัปชั่นในทำนองเดียวกัน คือหากนักการเมืองหยุดคอร์รัปชั่น ประเทศไทยก็จะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วอันดับต้นๆ ของเอเชีย
ดังนั้น ผมจึงออกจะสงสัยว่า การต่อต้านคอร์รัปชั่นของเหล่ากระฎุมพีไทยนั้น ไม่ได้คิดถึงความหมายกว้างไปกว่าส่วนแบ่งในทางโภคทรัพย์ที่จะตกถึงมือตน บางท่านอาจบอกว่ามือตนก็คือมือของสังคมโดยรวมนั่นเอง ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าใช่นะครับ เพราะระบบการแบ่งปันโภคทรัพย์ซึ่งเรามีอยู่ในเวลานี้ นับตั้งแต่ระบบภาษี ไปจนถึงอคติของการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม เพราะถ่ายเทส่วนใหญ่มาเลี้ยงกระฎุมพีในเมือง (เช่นงบประมาณแผ่นดินจาก 60-70 ถ่ายเทมาให้กรุงเทพฯแห่งเดียว) กลับไม่ทำความขุ่นเคืองให้กระฎุมพีแต่อย่างไร กระฎุมพีจึงรู้สึกสูญเสียกับการคอร์รัปชั่นเพราะเห็นว่าเป็นเงินในกระเป๋าของตนเอง แต่ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร ก็เป็นคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือครับ

ในขณะเดียวกัน ก็มีชีวิตร่วมไปกับการคอร์รัปชั่นของข้าราชการ, พ่อค้า, และระบบอย่างสันติต่อไปตามเดิม ที่รับไม่ได้มากขึ้นคือการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองเท่านั้น

แม้กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่า นี่เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง เพราะกระฎุมพีไทยก็เคยชินกับการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองมาแล้วเหมือนกัน เพราะการคอร์รัปชั่นนั้นกระทบต่อชีวิตของกระฎุมพีไม่สู้จะมากนัก เช่นทุจริตในระบบน้ำมันปาล์ม จนทำให้น้ำมันพืชขาดตลาด แต่กระฎุมพีก็ยังเข้าถึงน้ำมันพืชได้ แม้ต้องจ่ายในราคาแพงขึ้นบ้าง (ฉันไม่ได้ขายอาหารอยู่ริมทางเท้านี่จ๊ะ) ทุจริตที่ดิน ส.ป.ก.ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับกระฎุมพี (ที่ดินนี้ฉันซื้อมาเอง ตารางวาละ 25,000 นะยะ) บัลลูนที่ลอยไม่ได้ของทหาร ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันอยู่นั่นเอง แม้แต่เครื่องซีทีเอ็กซ์ที่สนามบิน ก็ไม่ได้ทำให้กระฎุมพีต้องจ่ายค่าสนามบินเพิ่มขึ้นในการเดินทาง (นี่ยะ)

อะไรที่ทำให้กระฎุมพีไทยมีสำนึกต่อต้านการคอร์รัปชั่นอย่างแหลมคมมากขึ้น ผมสงสัยว่าไม่เกี่ยวกับ "ระบอบทักษิณ" โดยตรง เพราะผมไม่คิดว่ารัฐบาลที่สนับสนุนคุณทักษิณทั้ง 3 พรรค มีประวัติการคอร์รัปชั่นที่เลวร้ายไปกว่ารัฐบาลอื่น แต่การชี้นิ้วไปยัง "ระบอบทักษิณ" ฟังขึ้นแก่กระฎุมพีก็เพราะมีแนวโน้มที่เห็นได้ชัดเจนมาก่อนรัฐบาล ทรท.ด้วยซ้ำว่า งบประมาณกลางกำลังถูกเฉลี่ยออกไปยังประชาชนในต่างจังหวัดมากขึ้น

นับตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 อปท.ได้รับส่วนแบ่งงบประมาณเพิ่มขึ้น รัฐธรรมนูญ 2540 บังคับไว้เลยว่า จะต้องเฉลี่ยงบประมาณจากส่วนกลางเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นจนถึง 35% (แม้ถูกลดลงมาในสมัยทักษิณ) โครงการประชานิยมต่างๆ ซึ่งหลีกหนีไม่พ้นในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ต้องใช้งบประมาณส่วนกลางเพื่อเกื้อหนุนคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งอยู่ในชนบท

ออกจะแน่ชัดแล้วว่า ถึงอย่างไรชนบทกำลังจะได้ส่วนแบ่งทรัพยากรงบประมาณเพิ่มขึ้น ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ตามที และโครงการใช้งบประมาณเหล่านี้ ล้วนอยู่ในการริเริ่มและดูแลของนักการเมือง ซ้ำหากยังมีการเลือกตั้งต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูงว่านักการเมืองที่ริเริ่มและดูแลโครงการจะเป็นนักการเมืองจากพรรคที่สนับสนุนคุณทักษิณ

ความรังเกียจคอร์รัปชั่นของกระฎุมพีไทยในช่วงนี้ จึงน่าจะมาจากความตระหนักรู้ว่า ส่วนแบ่งของงบประมาณกลางที่ตนเคยได้รับอยู่นั้น กำลังต้องลดสัดส่วนลงอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งคือความไม่ไว้วางใจนักการเมือง หากจะต้องสูญเสียสัดส่วนของงบประมาณซึ่งตัวเคยได้รับลง ก็อยากให้เงินจำนวนนี้อยู่ในมือของคนที่ตนให้ความไว้วางใจมากกว่า เช่น เทคโนแครต หรือข้าราชการระดับสูง

คำถามที่อาจตามมาทันทีก็คือ หากคนชนบทจะได้ส่วนแบ่งของงบประมาณเพิ่มขึ้น เขาก็ควรมีส่วนร่วมตัดสินใจว่าเงินจำนวนนั้นควรถูกใช้ไปอย่างไรไม่ใช่หรือ ดังนั้น กระบวนการประชาธิปไตยจึงน่าจะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้คนชนบทมีอำนาจที่จะร่วมในการตัดสินใจนโยบายสาธารณะในท้องถิ่นมากขึ้น เรื่องนี้ตอบได้ด้วยมติแรกๆ ของ กปปส.ว่า คนชนบทไร้การศึกษาและถูกซื้อได้ง่าย จึงไม่สมควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการวางนโยบายสาธารณะ


หลักการเรื่องคนไม่เท่ากันของ กปปส.นั้น ไม่แต่เพียงทำลายสิทธิเสมอภาคทางการเมืองของพลเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักประกันให้กระฎุมพีมั่นใจได้ว่า เงินงบประมาณในส่วนที่ตัวเคยได้นั้น จะถูกใช้ไปในทิศทางที่ฉลาดและสุจริต คือนำมันออกมาให้พ้นมือนักการเมือง คอร์รัปชั่น, ความไม่การเมือง และความไม่ประชาธิปไตย ในความคิดของกระฎุมพีซึ่งสนับสนุน กปปส.นั้น ผสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยประการฉะนี้
................

(ที่มา:มติชนรายวัน 31 มีนาคม 2557)